youtube

Loading...

dubai

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

วิธีการรักษาผมแตกปลายอย่างง่ายๆ

วิธีการรักษาผมแตกปลายอย่างง่ายๆ

ผมแตกปลายคงเป็นปัญหาหนักใจของคุณ ผู้หญิงทั้งหลายที่ชอบทำสีผม ม้วนผม หรือดัด ตัด ซอย ด้วยมีดโกน หรืออุปกรณ์ตัดแต่งทรงผมอื่น ๆ ที่ใช้อย่างขาดความระมัดระวัง ซึ่งกว่าจะได้มาซึ่งทรงผมที่สวยงาม ก็ต้องแลกกับสุขภาพเส้นผมของคุณเลยทีเดียว แต่วันนี้เรามีวิธีดูแลเส้นผมให้มีสุขภาพดี ไร้การแตกปลายมาฝากค่ะ




โดย นำไข่แดงของไข่ไก่ จำนวน 2 ฟอง ผสมกับน้ำมันงา 4 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา แล้วผสมให้เข้ากัน จากนั้น รดน้ำอุ่นให้ทั่วศีรษะ แล้วค่อยเทส่วนผสมที่ทำไว้ทั่วศีรษะ คลุมศีรษะด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น หมักทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างออกด้วยแชมพูอ่อน ๆ

 


ถ้าคุณอยากให้ทรงผมที่เพิ่งตัดมาใหม่ ๆ ดูสวยอย่างนี้ไปได้นานขึ้นล่ะก็ ลองทำตามเคล็ดลับของเรานี้

         หลังจากตัดผมแล้ว ก็ ดูแลปลายผมให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ โดยใช้คอนดิชันเนอร์แบบไม่ต้องล้างออก ถ้าวันไหนที่เส้นผมดูชี้ฟู ก็ทาน้ำมันที่ช่วยเพิ่มความเงางามลงไปเล็กน้อย

         เมื่อผมแตกปลายเริ่มปรากฎให้เห็น หลังจากตัดผมมาแล้วห้าหรือหกสัปดาห์ ก็ลองทำทรีทเม้นท์เพิ่มความเงางาม โดยซื้อผลิตภัณฑ์มาทำเอง ซึ่งจะช่วยปิดผมแตกปลายและเพิ่มความเงางาม

         ถ้าคุณมีผมม้าก็จัดการเล็มซะ โดยหวีผมให้เรียบลงมา (ในขณะที่เส้นผมยังแห้งอยู่) แล้วถือกรรไกรให้ปลายชี้ขึ้นเล็กน้อย แล้วเล็มเส้นผมออกทีละนิด อย่าถือกรรไกรตัดในแนวขนาน เพราะการทำอย่างนั้นมักจะทำให้ต้องตัดเส้นผมออกไปมากเกิน

คล็ดลับดี ๆ ในการดูแลเส้นผมก่อนและหลังย้อมสีผมของคุณผู้หญิง

 รู้จักตัวเอง

          ไว้ใจสัญชาตญาณของตัวเองว่า สีไหนที่ดูดีกับคุณที่สุด โดยไม่ต้องใส่ใจกับสีที่กำลังนิยมกันในหน้านิตยสารแฟชั่น

 อย่าข้ามขั้น

          ช่างผมแนะนำว่า คุณควรทำให้ผมสีอ่อนลงจากสีผมเดิมของคุณแค่หนึ่งหรือสองเฉดเท่านั้น อะไรที่มากกว่านั้นอาจทำให้ผมคุณเสียหายได้

 อย่าสระผมบ่อย

          น้ำมีส่วนถึง 80% ในการทำให้สีผมหลุดลอก ฉะนั้น อย่าพยายามสระผมมากกว่าวันละครั้ง และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับผมทำสีโดยเฉพาะ

 ระวังความร้อน

          การ ใช้ความร้อนมากเกินไปกับผมที่ทำสี อาจทำให้เส้นผมยิ่งออ่นแอและแห้งยิ่งขึ้น ฉะนั้น ใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องความร้อน และปรับความร้อนที่ใช้ในการแต่งผมให้เหมาะสมทุกครั้ง

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

โรคเริมเกิดจากอะไรเเละวิธีการรักษาโรคเริม

โรคเริมบริเวณริมฝีปากล่างโรคเริม (อังกฤษ: Herpes simplex) โรคเริมเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัส ชื่อ "Herpes simplex" ซึ่งเชื้อไวรัสตัวนี้มีอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดที่ทำให้เกิดแผล (cold sore) ที่พบบริเวณริมฝีปาก ทั้งบนและล่าง หรือมุมปาก พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และชนิดที่มักจะพบเริมบริเวณอวัยวะเพศ พบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก ลักษณะอาการแบ่งได้เป็นหลายระยะ โดยจะเริ่มจากความรู้สึกคันหรือเจ็บยิบๆบริเวณที่จะเกิดแผล แล้วจะมีผื่น กลายเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสซึ่งภายหลังจะรวมตัวกันอยู่บนผิวหนังประมาณ 1-2 วัน จากนั้นตุ่มน้ำใสนี้ จะแตกออก และตกสะเก็ดแต่บางรายอาจเป็นนานกว่านั้นเกือบถึง 1 สัปดาห์ ทั้งนี้เราไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสเริมได้เด็ดขาด แต่เชื้อจะมีระยะพักตัว ซึ่งมักพักตัวอยู่ในเส้นประสาท และก่อให้เกิดตุ่มใสขึ้นอีกได้เสมอๆ ซึ่งขึ้นกับปัจจัยต่างๆ เช่น ภูมิคุ้มกันลดลง ความเครียดทางกายหรือจิตใจ ช่วงประจำเดือน เป็นต้น





ชนิดของไวรัสเริมในทางการแพทย์สามารถแยกเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเริมเป็น 2 ชนิดคือ
1. Herpes simplex virus type I : HSV-I มักทำให้กิดแผลบริเวณริมฝีปาก หรือ ในช่องปาก หรือบริเวณใดก็ได้เหนือสะดือ
2. Herpes simplex virus type II : HSV-II ทำให้เกิดโรคเริมบริเวณอวัยวะเพศของทั้งชายและหญิง
ทั้งนี้ ไวรัสทั้งสองชนิดสามารถติดต่อในบริเวณที่ต่างจากปกติได้ เช่น HSV-I ก่อให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ
[แก้] การติดต่อเริมทั้ง 2 ชนิดนี้ ติดต่อกันได้ทางการสัมผัสโดยตรง เช่น การใช้แก้วน้ำร่วมกัน การจูบกันและติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโดยการสัมผัสสิ่งของที่ผู้มีเชื้อใช้ เช่น ผ้าเช็ดตัว ช้อน เป็นต้น[2]
[แก้] การเกิดโรคซ้ำอาการแผลของเริมนี้อาจเกิดเป็นซ้ำได้อีก เนื่องจากเชื้อไวรัสเริมนี้จะเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท (ganglion) และมักจะทำให้เป็นเริมซ้ำที่บริเวณเดิม หรือใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิมเสมอ ปัจจัยที่ทำให้เป็นเริมซ้ำได้อีกมีดังนี้
1.การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
2.ความเครียด วิตกกังวล เช่น ทำงานหนัก ใกล้สอบ เป็นต้น
3.ความเจ็บป่วย ช่วงที่สุขภาพอ่อนแอ ทรุดโทรม ไม่ค่อยสบาย จะกลับเป็นเริมได้อีก
4.อากาศร้อน แสงแดด
5.ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ระหว่างมีประจำเดือน
[แก้] ลักษณะของโรคเริมเมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายประมาณ 6-8 วัน จะทำให้ผิวบริเวณนั้นเกิดตุ่มน้ำพองใสเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละ 2-10 เม็ด ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ ผู้ป่วยจะมีอาการคันหรือแสบร้อนรอบ ๆ ตุ่มใสนี้ ซึ่งต่อมาจะแตกออกเป็นแผลตื้น ๆ หลายแผลติดกัน ตกเสก็ด และหายไปในที่สุด ซึ่งมักจะไม่ก่อให้เกิดแผลเป็น
[แก้] เริมอวัยวะเพศโรคเริมอวัยวะเพศนี้ มีอัตราการติดต่อสูง ซึ่งโดยมากมักจะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคนี้อยู่ การใช้ถุงยางอนามัยก็ไม่สามารถป้องกันได้ทีเดียว
[แก้] อาการของเริมอวัยวะเพศมักจะเป็นรุนแรงในช่วงการติดเชื้อครั้งแรกโดยเริ่มปรากฏขึ้นประมาณ 2-3 วัน ถึง 3 อาทิตย์ หลังจากได้รับเชื้อ คือ มีอาการปวดแสบปวดร้อน ระคายเคืองบริเวณที่จะเกิดตุ่มแผล และอาจมีอาการปวดศีรษะ เป็นไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อก่อน เมื่อเวลาผ่านไปอีกประมาณ 10 วัน จะปรากฏมีตุ่มใส ๆ เกิดขึ้นและมีอาการเจ็บปวดมาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยหญิงอาการของโรคจะเกิดขึ้นนาน 3-6 อาทิตย์ หลังจากนั้นไวรัสอาจจะยังอาศัยและซ่อนตัวอยู่ในร่างกายอีกในสภาวะพักตัว และทำให้เกิดเป็น ๆ หาย ๆ มากหรือน้อยแล้วแต่บุคคล เช่น เมื่อมีอารมณ์เครียด มีประจำเดือน หรือมีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น
[แก้] ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคเริมอวัยวะเพศ1.งดเพศสัมพันธ์ หรือสัมผัสโดยตรงกับแผลจนกระทั่งแผลหายดีแล้ว พยายามละเว้นการแตะต้องกับบริเวณแผล เพราะอาจจะแพร่ไปสู่บริเวณร่างกายได้
2.สวมชั้นในชนิดฝ้าย ละเว้นการสวมเครื่องนุ่งห่มหรือกางเกงที่คับหรือยีนส์ สตรีควรงดสวมกางเกงชนิดทำจากไนล่อนหรือลินิน
3.สตรีที่เป็นเริมอวัยวะเพศ โอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ เพื่อการตรวจ PAP SMEAR 1-2 ครั้งทุกเดือน
4.ทุกครั้งที่เปลี่ยนแพทย์ ให้เล่าประวัติการเกิดโรคเริมของตนเองกับแพทย์ที่ท่านมารักษาใหม่
5.สตรีตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจเกี่ยบกับเริมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงใกล้คลอด ถ้าสงสัยว่าจะเป็นโรคเริมควรรีบปรึกษาแพทย์
[แก้] วิธีการรักษาสามารถใช้ยาระงับความเจ็บปวดได้ เช่น พาราเซตตามอล ไอบูโปรเฟน ทั้งนี้ ห้ามใช้ แอสไพริน ในเด็ก เพราะอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ ที่ทำให้ถึงแก่ความตายได้
การใช้ยาต้านไวรัสนี้ ปัจจุบันมี 3 ชนิด คือ
1.Acyclovir
2.Famciclovir
3.Valaciclovir
ซึ่งเป็นยากลุ่มที่ฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ โดยควรใช้ให้เร็วที่สุดก่อนที่ไวรัสจะเพิ่มจำนวน คือ ช่วงที่เริ่มรู้สึกคันๆ เจ็บๆ ที่บริเวณที่น่าจะเป็น หรือเคยเป็นมาก่อน (ช่วงที่ตุ่มน้ำใสแตกออกเป็นแผลคือ ช่วงที่ไวรัสหยุดเพิ่มจำนวน) และถ้านอนหลับพักผ่อนเพียงพอ อาจหายเองได้ใน 2-3 วัน

ที่มา วิธีพิเดีย

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

แนวโน้มเศรษฐกิจโลก ยุโรป จีน ปี 2555

ถ้าให้มองผมว่าปีนี้ จีน เเละ เอเชีย ก็ยังค้ำโลกนี่อยู่เเหละครับ เพราะจีนพี่เเกถึงตลาดหุ้นเเกจะลงมากมายในช่วง 2-3 ปีนี้ เเต่ประเทศเเกก็ยังเเข็งเเกร่งอยู่เลย อันนี้พี่เเกเจ๋งจริงหละครับ

ในรอบ 1 ขวบปีที่ผ่านมา สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ยังลูกผีลูกคน เศรษฐกิจในประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐลุ่ม ๆ ดอน ๆ ขณะที่ สหภาพยุโรป หรืออียู โดยเฉพาะ 17 ประเทศสมาชิกยูโรโซน หรือประเทศที่ใช้เงินยูโร ย่ำแย่หนักเสียกว่า โดยวิบากกรรมทางเศรษฐกิจในสหรัฐและอียู กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้ง หน่วงเหนี่ยวเศรษฐกิจของภูมิภาคอื่นให้เติบโตช้าในปี 2554 เนื่องจาก 2 ภูมิภาคนี้ เป็นตลาดใหญ่ หากกำลังซื้ออ่อนแอ ก็จะส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกจากต่างประเทศด้วย





สำหรับปี 2555 นี้ ว่ากันว่า จะเป็นปีแห่งความจริงของยูโรแล้ว โดยเงินสกุลเดียวยุโรป ที่มีอายุครบ 10 ปี จะอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่ หรือว่าประเทศยูโรโซนจะแตกเป็นเสี่ยง ปีนี้จะรู้กัน ทั้งนี้ หากปี 2554 เป็นปีที่ตกต่ำสำหรับอียู บรรดาผู้นำเยอรมนี ฝรั่งเศส และประเทศหุ้นส่วนที่เกิดปัญหาหนี้ ขณะนี้ กำลังเริ่มเข้าสู่สภาวะที่ล่อแหลม หลังจากจมปลักอยู่กับปัญหามานานหลายเดือน




ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ของฝรั่งเศส กล่าวว่า วิกฤติหนี้ยูโร อาจทำให้ยุโรปทั้งหมดถึงกับเข่าอ่อน ในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นเชื้อร้ายกำลังแพร่ระบาดจากกรีซ ผ่านไปยังไอร์แลนด์และโปรตุเกส ที่เข้าโครงการกู้เศรษฐกิจแล้ว ก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อไปยังสเปน และสุดท้ายที่อิตาลี “ยุโรปจะเป็นอย่างไร หากยูโร ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุโรปล่มสลาย” ผู้นำฝรั่งเศสตั้งคำถาม


กรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส ทั้งหมดถูกพิจารณาว่า เป็นปัญหาที่ไม่น่าระคายยูโรโซน แต่เมื่อปีที่แล้ว เชื้อร้ายได้ลุกลามประเทศสมาชิก กัดกร่อนเข้าสู่ประเทศที่เป็นหัวใจเศรษฐกิจอย่างฝรั่งเศส และแม้กระทั่งเยอรมนีก็ถูกขู่ที่จะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้านี้ จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ยูโรโซนจะมีวิธีการป้องกันปัญหาในอิตาลี หรือสเปน ไม่ให้กลายเป็นเนื้อร้ายได้หรือไม่

โพลสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า ในปี 2555 ยุโรปยังต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่น่าสลดหดหู่ต่อไป ซึ่งจะทำให้เกิดแรงกดดันต่อการเติบโตทั่วโลก แต่ยังดีที่อย่างน้อยยังมีประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และอเมริกา เป็นพระเอกขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยกอบกู้ซากเศรษฐกิจโลกเอาไว้ได้ โดยผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่จัดทำขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า ในปี 2555 นี้ ประเทศพัฒนาแล้วรายใหญ่หลายประเทศ จะก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่ ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวเพียงเศษเสี้ยวจากที่ดิ่งลงอย่างหนักเมื่อปี 2554 ส่วนราคาน้ำมันเอง แน่นอน จะปรับตัวลง

นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ ตั้งสมมุติฐานไว้บนความหวังที่ว่า วิกฤติหนี้สาธารณะในยูโรโซน จะไม่บานปลายกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกรอบใหม่ เพราะเท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็กัดกร่อนการเติบโตของประเทศผู้ส่งออกสำคัญที่มียุโรปเป็นจุดหมายปลายทางอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เจอร์ราร์ด ลียองส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสแตนดาร์ด ชาร์ดเตอร์ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2555 นี้ ยังคงเติบโตแบบแบ่งเป็น 2 ภาคส่วน คือยุโรปจะฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกให้ตกต่ำในช่วง6 เดือนแรกของปี แต่จีนจะดันเศรษฐกิจโลกให้เติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้ ก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง เริ่มจากเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ผลงานดีกว่าที่คาด และผลสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ที่รอยเตอร์จัดทำขึ้นยังแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจแดนลุงแซมมีแนวโน้มขยายตัวประมาณร้อยละ 2.2 ในปี 2555 เทียบกับร้อยละ 0 ที่คาดการณ์ไว้สำหรับยูโรโซน

แต่กระนั้นก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญทางการเมืองจะร่วมผสมโรงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกให้คลุมเครือยิ่งขึ้น โดยที่ในปี 2555 นี้ จะมีการเลือกตั้งและการเปลี่ยนตัวผู้นำในหลายประเทศที่ทรงอิทธิพลที่สุด ขณะเดียวกัน แนวโน้มความปั่นป่วนวุ่นวายในตะวันออกกลาง ก็ยังจะยืดเยื้อต่อไป

สำหรับสถานการณ์ของอียูนั้น ต้นเดือนธันวาคม บรรดาผู้นำได้ดำเนินการครั้งประวัติศาสตร์ในการมุ่งสู่การรวมตัวใกล้ชิดขึ้นทางการคลัง แต่นักเศรษฐศาสตร์ต่างเชื่อว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่สามารถบรรเทาวิกฤติหนี้สั่งสมย่างเข้าสู่ปีที่ 3 และปัญหานี้จะยังคงคาราคาซังต่อไป นักเศรษฐศาสตร์แสดงความวิตกกังวลว่า ผู้นำยุโรปพยายามน้อยเกินไปในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มที่สเปนและอิตาลีกำลังมุ่งหน้าสู่ภาวะถดถอยที่เจ็บปวดและยาวนาน ซึ่งจริง ๆ แล้วในขณะนี้ ยูโรโซนโดยภาพรวมอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยอ่อน ๆ แล้วและจะยืดเยื้อไปจนถึงกลางปีหน้า ยูโรโซนจึงจะยังคงเป็นที่มาของความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของทั่วโลกต่อไป

ด้านธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี ปรับลดการคาดการณ์อัตราการเติบโตในปี 2555 สำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออก พร้อมเตือนถึงผลกระทบจากวิกฤติหนี้ยุโรป เอดีบี คาดการณ์ว่า ขณะนี้ 14 ประเทศเศรษฐกิจในภูมิภาค จะขยายตัวร้อยละ 7.2 ในปี 2555 ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้เดิมร้อยละ 7.5 เมื่อเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม เอดีบียังรักษาการคาดการณ์ในปี 2554 อยู่ที่ร้อยละ 7.5 เหมือนเดิม โดยรวมเอาทั้งเอเชียตะวันออก คือสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน บวกจีน ฮ่องกง เกาหลีใต้และไต้หวัน เอดีบีบอกว่า การปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคลง ส่วนใหญ่เนื่องจากอุปสงค์จากภายนอกอ่อนแอ

เอดีบีเตือนว่า ปัญหาหนี้ยุโรป อาจกลายเป็นวิกฤติการเงินและเศรษฐกิจโลกเต็มรูปแบบ อิวาน อาซิส หัวหน้าสำนักงานบูรณาการเศรษฐกิจภูมิภาคของเอดีบี กล่าวว่า ผลกระทบรอบแรกจะเกิดขึ้นกับหลายประเทศที่พึ่งพาการส่งออก ส่วนผลกระทบรอบ 2 จะเกิดขึ้นกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเกือบทั้งหมด

ในรายงานของเอดีบี เรียกร้องผู้กำหนดนโยบาย ปฏิบัติการตอบโต้อย่างทันท่วงที เด็ดขาด และโดยองค์รวมเพื่อให้ภูมิภาคหลุดพ้นจากวิกฤติ เอดีบียังเตือนถึงความเสี่ยงอื่น ๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ เช่นลัทธิกีดกันการค้า, การไหลของเงินทุนที่ไร้เสถียรภาพและภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ภาวะเงินเฟ้อ ดูเหมือนจะพุ่งสู่ระดับสูงสุดแล้วในประเทศส่วนใหญ่ และไม่คาดว่าจะทำให้เกิดภาวะถดถอยในภูมิภาค

ส่วนสแตนดาร์ด ชาร์ดเตอร์ ระบุว่า อัตราการเติบโตในเอเชีย จะลดลงมาเหลืออยู่ที่ร้อยละ 6.5 ในปี 2555 จากร้อยละ 7.3 ในปี 2554 แต่ก็ยังคงมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะเป็นแรงผลักให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวไปจนถึงสิ้นปี ขณะที่ เศรษฐกิจญี่ปุ่น จะหดตัวลงร้อยละ 0.1 ในงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม จากข้อมูลล่าสุดของรัฐบาลญี่ปุ่น เมื่อเทียบกับร้อยละ 0.5 ที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ รัฐบาลแดนอาทิตย์อุทัย ระบุด้วยว่า การเติบโตในปี 2555 อยู่ที่ร้อยละ 2.2 จากร้อยละ 2.7-2.9 ที่คาดการณ์ไว้ในปีนี้ โดยรัฐบาลปรับลดการเติบโตทางเศรษฐกิจลง เนื่องจากค่าเงินเยนแข็ง และวิกฤติหนี้ยูโรโซน

ธนาคารกลางญี่ปุ่น ก็เตือนเหมือนกันว่า การเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวลงเนื่องจากวิกฤติดังกล่าว นอกจากนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจของชาติก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อเดือนมีนาคม ปีที่แล้ว ยังเชื่อกันว่า ญี่ปุ่นจะหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยได้อย่างหวุดหวิด แต่มีความหวังน้อยมากสำหรับการหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดในเร็ว ๆ นี้

ไม่ว่าอนาคตของยูโรโซนจะเป็นอย่างไร ผลจากวิกฤติหนี้ได้แผ่ขยายเป็นที่รับรู้ไปทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อย อียูนั้นเป็นตลาดส่งออกใหญ่สุดของจีน และข้อมูลด้านการผลิตของจีน บ่งชี้ว่า ยอดสั่งซื้อใหม่ ๆ จากต่างประเทศลดลงอย่างมาก โดยเศรษฐกิจจีนขณะนี้โตช้าที่สุดนับจากปี 2552 เพื่อส่งเสริมการเติบโต ธนาคารชาติจีนจึงลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ลงเมื่อเดือนที่แล้วเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี

อย่างไรก็ตาม การสำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์ที่รอยเตอร์จัดทำขึ้นหลังการประกาศดังกล่าว พบว่าธนาคารกลางจีนจะยังคงละเว้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุก เว้นเสียแต่ว่า การเติบโตดิ่งต่ำกว่าร้อยละ 8 เช่นเดียวกัน อินเดียประสบปัญหาการเติบโตชะลอตัว และโพลของรอยเตอร์บ่งชี้ว่า ธนาคารชาติจะผ่อนคลายนโยบายการเงินกลางปีหน้าแม้ภาวะเงินเฟ้อยังสูงอยู่ก็ตาม ขณะที่บราซิล ธนาคารกลางก็ปรับลดตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจปีปัจจุบันจากร้อยละ 3.5 เหลือร้อยละ 3 และร้อยละ 3.5 ในปี 2555 ซึ่งถือว่าน่าผิดหวังอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับอัตราเติบโตเฉลี่ยปีก่อน ๆ ที่เกือบเป็นตัวเลขสองหลัก แต่ยังนับว่าดีหากเทียบกับอัตราที่ห่อเหี่ยวของประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ กระนั้นก็ตาม โดยรวมแล้ว สรุปได้ว่า แม้มหาอำนาจเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้มีอัตราเติบโตตกต่ำลงเล็กน้อย แต่ยังสามารถผลักดันการเติบโตของโลกได้ในปี 2555 นี้

ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐ ล่าสุด สำนักข่าวเอพีเผยผลสำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์พบว่า ส่วนใหญ่เชื่อมั่นเศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโตเร็วขึ้นในปี 2555 หากไม่ถูกทำให้เฉออกนอกเส้นทางจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในยุโรป และอัตราการว่างงานน่าจะลดลงจากปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 8.6 โดยผลการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ 36 คนในสถาบันการศึกษาและบริษัทต่าง ๆ คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐในปีใหม่ จะเติบโตร้อยละ 2.4 ส่วนในปี 2554 คาดว่าจะเติบโตน้อยกว่าร้อยละ 2

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า เศรษฐกิจในปี 2554 ผ่านพ้นไปด้วยทิศทางขาขึ้น โดยมีการจ้างงานใหม่อย่างน้อย 100,000 อัตราเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน ซึ่งถือว่ายาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 2549 นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ยื่นขอสิทธิประโยชน์จากการว่างงานลดลงสู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 บ่งชี้ว่าการลอยแพกำลังจะสิ้นสุดลงและการจ้างงานเพิ่มขึ้น

ผลการสำรวจทำขึ้นระหว่างวันที่ 14-20 ธันวาคม ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าในปี 2555 จะมีการสร้างงานเดือนละ 177,000 อัตราไปจนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในตอน
ปลายปี

อย่างไรก็ตาม หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบาร์เคลย์ แคปิตอล มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงอ่อนแอต่อผลกระทบจากภายนอก และภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุด คือวิกฤติหนี้สินของยุโรป จะทำให้สินเชื่อทั่วโลกหยุดชะงักเหมือนกับครั้งที่เกิดกับในวอลล์ สตรีท ช่วงปลายปี 2551

นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ปัญหาจากภายนอกจะไม่เป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ถ้าเศรษฐกิจเติบโตอย่างเข้มแข็งร้อยละ 4-5 ต่อปี แต่เมื่อเศรษฐกิจจะเติบโตเพียงร้อยละ 2-3 ทำให้วิกฤติในระดับโลกจะส่งผลต่อการสร้างงานและทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้น

ที่มา เดลินิวส์  คลิปจาก youtube

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

อาการปวดเท้าส่งผลอะไรต่อร่างกาย

อาการปวดเท้าส่งผลอะไรต่อร่างกาย


 อาการปวดส้นเท้า เกิดจากอะไร

          อาการปวดส้นเท้าพบบ่อยในคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยมีอาการปวดบวมที่ส้นเท้า และอาจลามขึ้นไปที่น่อง ทำให้ต้องเดินกะโผลกกะเผลก สำหรับผู้ที่มีอาการปวดส้นเท้าเรื้อรัง มักจะพบกระดูกงอกในส้นเท้าด้วย อาการปวดส้นเท้าจะเป็นหนักขึ้นเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะพายุเข้าหรือฝนตก เวลาตื่นนอนหรือลุกจากที่นั่งใหม่ ๆ และอาการอาจทุเลาลงบ้าง เมื่อมีการเดินไปเดินมาสักพัก





          สาเหตุของอาการปวดส้นเท้ามีด้วยกันหลายอย่าง เช่น น้ำหนักเกิน เดินมาก ๆ หรือยืนนาน ๆ เป็นประจำ ได้รับบาดเจ็บที่ส้นเท้า เบาหวานหรือเกิดจากความเสื่อมสภาพของร่างกายตามอายุ เป็นต้น อาการปวดส้นเท้าจัดเป็นการอักเสบเฉพาะที่ ซึ่งมิได้เกิดจากการติดเชื้อแต่อย่างใด หากแต่เกิดจากการไหลเวียนของเลือดลมบริเวณส้นเท้า มีการติดขัดและสะดุด ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก จึงเกิดอาการปวดขึ้นมา ดังเช่นหลักการวินิจฉัยและรักษาอันสำคัญของการแพทย์จีน "ปวดแสดงว่าไม่โล่ง โล่งแล้วก็จะไม่ปวด"





          การเดินในกิจวัตรประจำวันก็จะทำให้ส้นเท้าอักเสบมากขึ้น และเรื้อรังเป็นเวลานาน หากไม่มีการรักษาอย่างถูกวิธี อาการอักเสบนี้ก็จะไประคายข้อต่อและเยื่อหุ้มกระดูกในส้นเท้า ทำให้ส้นเท้าเกิดกระดูกงอกขึ้นมาได้ ดังนั้น กระดูกงอกในส้นเท้าจึงมิได้เป็นสาเหตุของอาการปวดส้นเท้า หากเป็นผลที่เกิดจากการอักเสบของส้นเท้าต่างหาก





          สำหรับอาการปวดส้นเท้า การแพทย์จีนนิยมใช้สมุนไพรที่มีสรรพคุณในการขจัดพิษร้อน ที่สะสมอยู่ในส้นเท้า ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้การไหลเวียนของเลือดลมในบริเวณนี้สะดุด และติดขัดจนเกิดอาการปวด เพื่อลดอาการอักเสบของส้นเท้า ส่วนสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการฟื้นฟู และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้า ก็มีบทบาทสำคัญในการรักษาอาการปวดส้นเท้าเช่นกัน

          แต่สำหรับผู้ที่ปวดส้นเท้าแบบจี๊ด ๆ พร้อมมีอาการหายใจไม่สะดวก ปวด แน่น จุกเสียดหน้าอก เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียง่าย ขึ้นบันไดชั้นสองชั้นหรือทำอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็รู้สึกเหนื่อยหรือลิ้นสีม่วงแดงนั้น ผู้ป่วยควรตระหนักว่าเลือดลมในร่างกาย ไม่ได้ติดขัดและสะดุดเฉพาะที่บริเวณส้นเท้าเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลาย ๆ จุดเกิดการติดขัดและสะดุดจนเลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก โดยเฉพาะบริเวณหัวใจ จึงควรรักษาอาการปวดส้นเท้า ควบคู่กับการทำความสะอาดหลอดเลือดทั่วทั้งร่างกาย


          ส่วนผู้ป่วยปวดส้นเท้าที่มีอาการวิงเวียนศีรษะ หูอื้อ ตาลาย แขนขาอ่อนแรง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ขี้หลงขี้ลืม ขี้หนาว ปัสสาวะบ่อย ฯลฯ แสดงว่าไตของผู้ป่วยนั้นอ่อนแอ ไม่แข็งแรงเท่าที่ควร จึงควรทำการบำรุงไตไปพร้อม ๆ กัน

ที่มา kapook.com
วีดีโอ จาก youtube

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

การเพิ่มกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว

การเพิ่มกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว

ถ้าถามผมนะครับมันมีวิธีที่รู้ๆกันอยู่ครับ กินโปรตีน ออกกำลังกายเยอะ เเต่ต้องเน้นการออกกำลังกายเเบบไม่ให้เหนื่อยง่ายเเต่ออกกำลังกายได้น้อย เช่นการวิ่งก็ควรปั่นจักรยานเเทนเป็นต้นครับพี่น้อง






พอดีไปเจอบทความน่าสนใจมาครับ ลองอ่านกันดูนะครับ

เทคนิคพิเศษที่คุณได้รับรู้  ไม่ว่าจะโดย การฟัง  หรืออ่านจากนิตยสารเพาะกาย เล่มแล้วเล่มเล่า คุณจะพบกับ ศัพท์เทคนิค ต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เทคนิค การใช้พลังที่ครั้งสุดท้ายของเซท ( force reps) ,เทคนิค การพักเซท โดยไม่วางลูกน้ำหนัก ( rest - pause training) การโฆษณา เครื่องออกกำลัง ที่กล่าวว่า ออกแบบมา ให้ผลได้ อย่างแท้จริง  หรือการรับฟัง การสัมมนา จากแชมป์ (อธิบาย - คำว่าสัมมนา คือรูปแบบของ การถกปัญหากัน ในเรื่องของการเพาะกาย โดยมี ผู้ร่วมสัมมนา คือนักเพาะกาย ดาวรุ่งต่างๆ แล้วก็มี คนดูนั่งฟัง หรืออาจถามคำถามได้  ในเวลาที่จัดไว้ให้ ถ้านึกภาพไม่ออก ก็ขอให้คิดถึง รายการ "ขอคิดด้วยคน" ทางช่อง 11 แล้วกันครับ) มันก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ได้รับรู้ข้อมูลพวกนี้ แต่สำหรับนักเพาะกาย ขั้นเริ่มต้น หรือขั้นระดับกลาง มันจะทำให้คุณ รู้สึกสับสน เหมือนกับ อ่านหนังสือ ที่ถูกขีดเส้นใต้ เน้นข้อความสำคัญ ในทุกๆหน้า จนไม่รู้ว่า ข้อความไหน ที่สำคัญจริงๆ

       ก้าวแรก และเป็นก้าวสำคัญที่สุด ในการเพาะกายคือ คุณจะต้องมีความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง ว่าการสร้างกล้ามให้ใหญ่โต มโหฬาร นั้น เป็นไปได้ จงลืมเรื่อง โครงสร้างร่างกาย หรือขนาดกระดูก ของคุณไปซะ สร้างเป้าหมายของคุณ และจงฝึก ให้หนักที่สุด เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น จงจำเอาไว้ว่า จิตใจย่อมมาก่อนร่างกาย ถ้าคุณมีความเคลือบแคลง ถ้าคุณไม่เชื่ออย่างแท้จริง ว่ากล้ามคุณ จะใหญ่โตได้ คุณจะไม่มีทาง ประสบความสำเร็จ จงอย่าสร้างขีดจำกัด ให้ตัวเอง

ออกกำลังแบบพื้นๆ

       ก้าวต่อไปคือ การฝึกให้หนัก สิ่งที่ต้องเอาใจใส่ คือ ใช้ท่าออกกำลังแบบพื้นๆ บนหลักของ การใช้น้ำหนักมาก ด้วยการเคลื่อนไหว แบบธรรมดา  จงใช้บาร์เบลล์ และดัมเบลล์ แทนที่จะเป็น เครื่องกล หรือสายเคเบิล  ออกกำลังกล้ามเนื้อ ในร่างกาย ให้ครบทุกส่วน ขอทบทวนคำพูดเดิม "ความใหญ่โต มาพร้อมกับความแข็งแกร่ง"  ไม่มีอะไรที่ใหญ่ได้ โดยปราศจาก ความแข็งแกร่ง อย่าให้ คำพูดคนอื่น ทำให้คุณ ไขว้เขว ไปจากคำนี้

       หลักสากลของการสร้างกล้ามให้เติบโต อยู่บนพื้นฐานที่ว่า ไม่ว่าท่าที่คุณกำลังใช้ออกกำลังอยู่นั้น เป็นท่าไหน ต้องใช้น้ำหนัก ให้มาก และ จำนวนครั้ง ให้น้อยเข้าไว้  ในแต่ละท่า ต้องเริ่มที่ การวอร์มร่างกาย 1 เซท เป็นจำนวน 15 ครั้ง ก่อน จากนั้น จึงฝึก ด้วยน้ำหนักจริง 5 เซทขึ้นไป ไม่ว่าจะฝึกท่าอะไร ให้เพิ่มน้ำหนัก ทุกๆเซท ลดจำนวนครั้งลง จนกระทั่ง ในสองเซทสุดท้าย เหลือเซทละ  6 ครั้ง และในแต่ละเซท ให้ฝึกจนทำต่อไปไม่ได้อีกแล้ว จึงหยุดพัก ใช้แผ่นน้ำหนัก เท่าที่คุณทำจนหมดแรงพอดี ในเซทนั้นๆ

       แต่ถ้าคุณผ่านขั้นเริ่มต้น และขั้นระดับกลาง มาได้ระยะหนึ่งแล้ว (อธิบาย - ขั้นเริ่มต้น หมายถึง ฝึกตั้งแต่เริ่ม ถึง 1 ปีเป็นอย่างต่ำ ,ขั้นกลาง คือฝึกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ 3 - 4 ปีขึ้นไป จึงจะถือ เป็นขั้นสูงสุด ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องเป็นการฝึกแบบต่อเนื่อง หากหยุดไปเกินกว่า 1 ปี ไม่ว่าคุณอยู่ขั้นไหน ก็ต้องลดลงไป 1 ขั้น) และเกิดภาวะ การเติบโตชงักงัน มันมีหลายวิธี ที่จะแก้ไข วิธีหนึ่งที่ดี และผมแนะนำให้ใช้ คือ ท่าออกกำลังของ นักยกน้ำหนัก (weightlifting) ไม่ว่าจะเป็น ท่า deadlift ,ท่า power clean ,ท่า snatch ,ท่า squat แบบลงไปครึ่งหนึ่ง (half squat) แต่จงจำไว้ว่า เมื่อคุณฝึกท่าเหล่านี้ เพื่อความปลอดภัย จะต้องมีผู้ช่วย คอยดูแลอยู่ข้างหลัง อย่างน้อย 1 คน  ผลของมันเห็นได้ชัด ดูได้จากนักเพาะกาย ที่มีพื้นฐาน มาจากนักยกน้ำหนัก อย่างเช่น ฟรังโก  โคลัมบู ที่มีมัดกล้าม หนาและลึก อย่างที่ นักเพาะกาย ธรรมดา มิอาจมีได้

การฝึกแบบเร่าร้อน (Intensity)

       คำนี้ คุณจะพบบ่อยมาก ตลอดเวลาที่อยู่ในวงการเพาะกาย และมันทำให้นักเพาะกายเริ่มต้น ที่มีไฟแรง ต้องไขว้เขวบ่อยๆ เพราะสิ่งที่เขาต้องการ คือให้กล้ามโตขึ้น  แบบทันใจ และคำตอบจากผู้ที่ประสบความสำเร็จแล้ว ก็คือ ใช้การฝึกแบบเร่าร้อน (intensity) หมายถึง ฝึกให้หนัก ในระยะเวลาอันสั้น ไม่เกิน 40 นาที แต่ถ้าคุณ เป็นนักเพาะกายเริ่มต้น ผมขอแนะนำ ในสิ่งที่ตรงกันข้าม นั่นคือ ขอให้คุณ ใช้เวลาฝึกในแต่ละครั้ง ไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง 30 นาที ฝึกในสิ่งที่คุณ สามารถทำได้ใน 1 ชั่วโมง  ด้วยวิธีนี้ คุณก็จะ ไม่กังวล เรื่องการพักระหว่างเซท เพราะคุณพักได้เต็มที่ เป็นผลให้เพิ่มความแข็งแกร่ง ในเซทที่คุณจะฝึกต่อไป แทนที่จะทำตัวให้เหนื่อย เหมือนนักวิ่งมาราธอน ด้วยการพักน้อยๆ ระหว่างเซท ซึ่งจะทำให้คุณ ล้าเกินไปที่จะยกน้ำหนักมากๆได้

       นักเพาะกายหน้าใหม่ มักได้รับแนวคิดเรื่องการยกน้ำหนัก ผิดไปจาก ที่มันควรจะเป็น พวกเขามักจะ ใช้เทคนิคที่แย่ๆ ส่งผลไปถึง การชะงักงัน และบาดเจ็บกล้ามเนื้อ นิยามของการยกน้ำหนัก ไม่มีอะไรมากไปกว่า ทำให้กล้ามเนื้อคุณ ทำงานอย่างหนัก จนคุณ รู้สึกตัวได้ เมื่อจบการออกกำลัง ในวันนั้นๆ

       การยกน้ำหนักมากๆ เป็นสิ่งเดียวที่คุณต้องการ เมื่อจะสร้างกล้ามเนื้อ ให้โตขึ้น แต่ไม่ใช่ว่า เมื่อคุณฝึกท่า barbell curl คุณก็เริ่ม ด้วยการสวิงแขน และกระดกก้น หรือส่ายเอวไปข้างหน้า ข้างหลัง เพื่อช่วยยก บาร์เบลล์ที่หนักอึ้ง ให้จบเซทลงไปได้ นอกจากเป็น การกระทำ ที่โง่แล้ว มันไม่ได้ทำให้ไบเซบคุณ ได้รับการออกแรงมากพอที่มันจะโตแต่ประการใด แต่มันก็ถูกบรรจุ เป็นกลยุทธ์หนึ่ง สำหรับนักเพาะกายขั้นสูง นำมาใช้ เรียกว่า ระบบโกงตัวเอง (cheating)  เพราะเมื่อถึงระดับสูงแล้ว นักเพาะกายจะรู้ด้วยตัวเองว่า จะนำระบบโกงตัวเอง มาใช้ได้กับท่าไหน เมื่อไร  ฟรานโก   โคลัมบู เพื่อนผมก็ใช้ระบบนี้ กับบางท่า เช่น ท่า barbell curls แต่เขาใช้น้ำหนัก 75 กก. ฝึกท่านี้  ดังนั้นถ้าคุณ ใช้น้ำหนักแค่ 15 กก. แล้วยังใช้ระบบนี้อีก มันก็เสียเวลาเปล่าครับ

       ถ้าคุณพยายามอย่างมาก ที่จะให้กล้ามเนื้อโตขึ้น สิ่งหนึ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงคือ การฝึกแบบ เกินพอดี (over train)  ยกตัวอย่าง ผมเองสมัยที่เริ่มฝึกใหม่ๆ แม้ว่าจะฝึกถึง อาทิตย์ละ 6 วัน ซึ่งดูแล้วน่าจะ เกินพอดีไป แต่ผมก็ป้องกันด้วยการ แยกกล้ามเนื้อฝึก ครั้งละ 1 ส่วนเท่านั้น และกล้ามเนื้อแต่ละส่วน จะฝึกไม่เกินสองครั้ง ในหนึ่งอาทิตย์

       ถ้าคุณฝึกกล้ามเนื้อ ส่วนใดก็ตาม ถึงสามครั้งในหนึ่งอาทิตย์ มันจะเกินความพอดีไป ดังนั้น ผมขอแนะนำวิธีฝึก แบบแบ่งส่วนฝึก ไม่ว่าจะเป็น ฝึกเฉพาะเย็น หรือ ฝึกทั้งเช้าทั้งเย็น ในรูปแบบของการ แบ่งกล้ามเนื้อฝึก จะทำให้คุณ สามารถฝึก กล้ามเนื้อทุกส่วน ได้ในเวลา 3 วัน ซึ่งเมื่อครบรอบนี้แล้ว คุณก็กลับไปเริ่มวงจรใหม่ ส่งผลให้ ใน 1 อาทิตย์ คุณก็จะฝึก กล้ามเนื้อแต่ละส่วน 2 ครั้ง   ทำให้กล้ามเนื้อ มีเวลาพักฟื้นมากขึ้น

ที่มา http://www.tuvayanon.net/2bigArnoldf.html

วีดีโอ จาก youtube

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

ผลไม้ลดความอ้วนที่ได้ผลที่สุด

ผลไม้ลดความอ้วนที่ได้ผลที่สุด

ผลไม้รสเปรี้ยวใครที่กำลังควบคุมน้ำหนัก แต่ปฎิเสธการไปงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ไม่มีอาหารไขมันต่ำอยู่ในเมนูไม่ได้ ลองสั่งน้ำมะนาวคั้นสดมาจิบหรือส้มสดฝานแล้วสัก 4-5 ชิ้น มากินเสริมบ้าง เพราะกรดธรรมชาติจากผลไม้เหล่านี้จะช่วยย่อยไขมันและช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารดีขึ้น

          กล้วย ผลไม้เบสิกๆ แบบนี้ ใครๆ ก็รู้ว่ามีประโยชน์มากมาย แต่เชื่อหรือไม่ว่า กล้วยสามารถช่วยล้างลำไส้ได้เป็นอย่างดี เพราะอุดมไปด้วยธาตุโปแตสเซียมและวิตามินซี และยังให้พลังงานสูง ดังนั้นควรกินกล้วยให้ได้วันละ 1 ลูกเป็นประจำทุกวัน


          แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเพกตินในแอปเปิ้ลจะช่วยนำสารพิษไปกำจัดทิ้ง ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แอปเปิ้ลยังมีเส้นใยมาก ซึ่งมันจะทำหน้าที่เป็นไม้กวาด ทำความสะอาดลำไส้ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นน้ำย่อย นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่ แต่อย่าปอกเปลือกเชียวนะ

          สับปะรด มีเอนไซม์โปรตีนสูง เอนไซม์ตัวนี้จะช่วยการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะ และช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น เชื่อกันว่าสับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยในการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอช่วยการทำงานของต่อมไร้ท่อ และช่วยกำจัดน้ำมูก

          แตงโม มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงช่วยฟอกล้างร่างกายได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดันเลือดสูง ทำให้สบายท้อง น้ำคั้นจากเปลือกของแตงโมและเมล็ด หากดื่มก่อนกินเนื้อแตงโมในมื้ออาหารสักครึ่งชั่วโมงจะทำให้คุณได้ประโยชน์สุงสุด เนื่องจากเปลือกของมันอุดมด้วยคลอโรฟิลล์ และเมล็ดอุดมด้วยวิตามิน   น้ำแครนเบรอรี่คั้น สำหรับผู้ที่มีอาการติดเชื้อที่ท่อปัสสาวะง่าย แนะน้ำให้ดื่มน้ำแครนเบอรี่คั้น 1 แก้วทุกวัน เพราะสารพฤกษ-เคมีที่อยู่ในผลไม้ชนิดนี้จะช่วยป้องกันอาการติดเชื้อที่ไม่พึงปรารถนาต่างๆ ได้ คุณอาจจะผสมน้ำแครนเบอรี่คั้นกับเครื่องดื่มแก้วโปรดเพื่อให้ได้ค็อกเทลแสนอร่อย หรือเป็นเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยก่อนอาหารก็ได้ 
        
          มะละกอ / มะม่วง มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่มะม่วงมีสารสำคัญน้อยกว่ามะละกอเล็กน้อย ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อ ปาเปนซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ดังนั้นมันจึงช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัว ได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับโปรเมลิน ทั้งมะละกอและมะม่วงดีสำหรับทำความสะอาดและช่วยย่อยอาหาร เชื่อกันว่ายังช่วยลดอาการ ซึมเศร้าได้อีกด้วย 
 
          องุ่น เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้ และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่ออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆ ในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใข้ได้ง่าย อุดมไปด้วยเกลือแร่ ดังนั้น ช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ ในร่างกาย 

          ฝรั่ง อุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งมีบทบาทในการสร้างคอลลาเจนที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณเต่งตึง ไม่แก่ก่อนวัย ฝรั่ง 1 ขีดมีวิตามินซีสูงถึง 180 มิลลิกรัม  

          สตรอเบอร์รี่ เป็นผลไม้เมืองหนาว เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์และไขข้ออักเสบ นั่นเป็นเพราะว่า สตรอเบอร์รี่มีคุณสมบัติในการชำระล้างระบบต่างๆ ในร่างกาย นอกจากนี้ยังเหมาะกับคนที่เป็นความดันโลหิตสูง การแพทย์แผนโบราณแนะนำให้ผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในไตรับประทานสตอรเบอร์รี่ ผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางและร่างกายอ่อนเพลีย ก็สามารถทานได้เพราะมีเหล็กสูง 


          เงาะ เป็นผลไม้รสหวาน เปรี้ยว ฤทธิ์อุ่น ไม่มีพิษ รับประทานเงาะสดสามารถแก้อาการท้องร่วงชนิดรุนแรงได้ผลดี เปลือกผล เงาะนำมาต้มกินน้ำเป็นยาแก้อักเสบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย รักษาอาการอักเสบในช่องปาก และโรคบิดท้องร่วง ข้อควรระวังอย่างหนึ่ง คือเม็ดในของเงาะ มีพิษ แม้ว่าจะเอาไปคั่วจนสุกแล้ว แต่ถ้ากินมากเกินไปจะมีอาการปวดท้อง เวียนศรีษะ มีไข้คลื่นไส้ อาเจียน ดังนั้นเม็ดเงาะจึงไม่ควรรับประทาน
 

          ลำใย มีสารอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลกลูโคส ซูโคสและฟรุกโตสและมีวิตามินชนิดต่างๆ เช่น วิตามินซีวิตามินบ 1, 2 สูง เนื้อลำใยมีรสหวาน มีสรรพคุณแก้ผอมแห้งแรงน้อย นอนไม่หลับ ขี้ลืม ใจสั่น บำรุงร่างกาย บำรุงประสาทช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยบำรุงกำลังของสตรี ช่วยย่อยอาหาร และบำรุงโลหิต

ที่มา http://www.thaigoodview.com/node/28569

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2555

วิธีการเลี้ยงกุมารทองเเละ ข้อดี ข้อเสีย ของการเลี้ยงกุมารทอง

วิธีการเลี้ยงกุมารทองเเละ ข้อดี ข้อเสีย ของการเลี้ยงกุมารทอง

วิธีเลี้ยงกุมารทอง คาถาบูชากุมารทอง และ วิธีเลี้ยงกุมารทองโคตรเฮี้ยนเรียกทรัพย์ ร่ำรวยสมบัตินั้นให้ตั้งนะโม 3จบ แล้วท่องคาถาบูชากุมารทองว่า
กุมาโรมามะมะ เอหิ จิตตัง ปิยัง มะมะ (7จบ)
จากนั้นอธิษฐานบอกกุมารทองว่าอยากให้ช่วยอะไรก็บอกไป ให้ใช้น้ำแดง และน้ำเขียว เซ่นไหว้ จุดธูปบูชา 3 ดอก (หมั่นพูดเล่น หยอกล้อกับกุมารทองบ่อย ๆ เมื่อบนได้ผลแล้วต้องรีบแก้บนเร็วๆ ด้วย)

วิธีเลี้ยงกุมารทอง ก็คล้ายกับการ เลี้ยงเด็กเล็ก เหมือนเป็นการเลี้ยงลูกคนหนึ่งเลยทีเดียวพูดง่ายๆ คือ เลี้ยงด้วยการ เซ่นไหว้ ให้กินผลไม้ ให้กินน้ำแดง กินขนม กุมารทองเขาจะกินของละเอียดที่ซ้อนกันอยู่ ทำอะไรให้คอยบอกกุมารทองตลอดเค้าจะคอยช่วยเหลือเรา การใช้งานส่วนใหญ่จะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ช่วยเหลือด้านค้าขายบ้าง เฝ้าของ เฝ้าบ้านเป็นหลัก ดลบันดาลให้ถูกหวย เป็นเรื่องรองลงมา เช่น ให้เฝ้าบ้านเฝ้าสิ่งของต่างๆ แม้เจ้าของบ้านไม่อยู่ ก็ทำให้เหมือนกับว่ามีคนอยู่ในบ้านหลังนั้น จะมีเสียงเด็กวิ่งเล่น หรือบางทีอาจจะเจอในลักษณะอื่นๆก็ได้ แต่กุมารทองทำอย่างนี้ไม่ได้ทุกตัว บางตัวแปลงกายได้ บางตัวแปลงไม่ได้ แล้วแต่จิตมากหรือจิตน้อย เหมือนกับเราสนใจอะไรมาก ก็จะมีตบะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นเป็นพิเศษ

ข้อดี ข้อเสีย การเลี้ยงกุมารทอง คนอวดผี 19 มกราคม





          การเลี้ยงกุมารทอง ช่วยเรื่องการค้าขาย กุมารทองจะช่วยโดยจะไปดึงตัวบ้าง ฉุดมือบ้าง กระชากบ้าง แต่เจ้าตัวไม่รู้ตัว จะเหมือนเดินเข้าไปธรรมดา ไปดลใจบ้างหรือไปกระซิบข้างหู ซึ่งคนที่ถูกกระซิบก็จะไม่ได้ยิน แต่จะเกิดความรู้สึกอยากไปซื้อของร้านนั้น จริงๆแล้วเรื่องการ ขายของดี หรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับบุญเก่าของเจ้าของ ที่สร้างทานมาพอดีกับจังหวะที่บุญส่งผลเป็นหลัก ซึ่งถ้าทานส่งผลช่วงนั้นจะทำอะไรก็ดีทั้งนั้น ส่วนกุมารทองเป็นเพียงส่วนเสริมนิดหน่อยเท่านั้น ไม่อย่างนั้นก็รวยทุกวัน บอกให้ช่วยขายที่ให้ได้ ขายนั่นให้ได้นะ ซื้อมาขายไป จะช่วยได้เฉพาะบางครั้งเท่านั้น

การเลี้ยงกุมารทอง ที่เลี้ยงไว้เฝ้าบ้านนั้นก็เหมือนกัน อย่าลืมว่าบุพกรรมที่ทำมาเป็นแต่ก่อนเป็นหลัก แต่กุมารทองเป็นส่วนเสริมนิดหน่อย ขนาดบางทีกุมารทองเฝ้าบ้าน ขโมยยังขึ้นบ้านได้ แสดงว่าคนนั้นมีวิบากกรรมเคยไปลักขโมยของคนอื่น เพราะเป็นวิบากกรรมที่ติดมากับตัว เมื่อถึงเวลาส่งผล อะไรก็กันไม่อยู่ คาถาเรียกกุมารทอง กุมารทองหลวงพ่อแย้ม วัดสามง่าม : คาถา  พระคาถาต่างๆ

ที่มา tumsrivichai.com  คลิปจาก  คนอวดผี youtube.com