youtube

Loading...

dubai

วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ตายเเล้วไปไหน


ช่วงนี้ผมให้ความสำคัญกับ เรื่องพวกนี้พอสมควรเลยหละครับ ไม่ใช่เคร่งหรืออะไรหรอกครับ บางทีมานั่งๆ คิดๆ นะครับทำงานไปเเป็บๆ ผ่านไปเเล้ว 1 วัน อะไรวะนี้จะหมดอาทิตย์อีกละมานั่งคิดนะครับ ถ้าเกิดตายไปนี่ จะเป็นไงอันนี้น่าคิดนะครับ กับคำถามที่ว่า ตายเเล้วไปไหนเนี่ยพอดีผมไปเจอบทความจากเวป palungjit.com หนะครับน่าสนใจก็เลยเอามาให้อ่านกันครับ
ความจริงปัญหาเรื่อง "ตายแล้วไปไหน" นี้ ไม่น่าจะเป็นที่ข้องใจของท่านสาธุชนเลย เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แล้วอย่างละเอียดว่า

เมื่อตายจากโลกนี้แล้ว ทางที่ไปก็มี ๕ สาย คือ

๑. อบายภูมิ ได้แก่ เกิดในนรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย และเป็นสัตว์เดรัจฉาน
๒. เกิดเป็นมนุษย์
๓. เกิดเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์
๔. เกิดเป็นพรหม
๕. ไปพระนิพพาน

การที่ท่านผู้ตายแล้วจะไปเกิดที่ใด พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสบอกเหตุที่จะไปเกิดไว้ครบถ้วนตามกฎของกรรม คือ การกระทำ ได้แก่ ความประพฤติดีหรือชั่ว ในสมัยที่เกิดเป็นมนุษย์นี้เอง

กฎของกรรม หรือ ผลของความประพฤติดีชั่ว ที่จะพาตัวไปเกิดในที่ใดที่หนึ่ง ตามที่ท่านทรงตรัสไว้ ๕ ทางนั้น ท่านว่าไว้อย่างนี้

ทางสายที่หนึ่ง ที่เรียกว่า อบายภูมิ มีนรกเป็นต้นนั้น เป็นผลจากความประพฤติชั่ว คือ ก่อกรรมทำเข็ญในสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนและสัตว์ ท่านจัดกฎใหญ่ ๆ ไว้ ๕ ประการ คือ

๑. เป็นคนมีใจโหดร้าย ชอบข่มเหง รังแก เบียดเบียนคนและสัตว์ให้ได้รับความเดือดร้อน โดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นความดี

๒. มือไว ชอบลักขโมยของที่เจ้าของยังไม่อนุญาต หรือ ฉ้อโกงเอาทรัพย์สินของคนอื่นด้วยเล่ห์กลโกง

๓. ใจเร็ว ได้แก่ มีจิตใจไม่เคารพในความรักของคนอื่น ชอบลอบทำชู้ บุตร ภรรยา และ ธิดา สามีของคนอื่น ด้วยความมัวเมาในกามคุณ

๔. พูดปด ได้แก่ พูดไม่ตรงต่อความเป็นจริง เพื่อหวังทำลายประโยชน์ของผู้อื่นโดยเจตนา

๕. ชอบทำตนให้เป็นคนหมดสติ ด้วยการย้อมใจให้หมดความรู้สึกในการรับผิดชอบ ด้วยน้ำเมา

กรรม คือ ความประพฤติในกฎ ๕ ประการนี้ ท่านว่าตายแล้วไปสู่อบายภูมิ มีตกนรก เป็นต้น

แดนเกิดสายที่ ๒ คือ เกิดเป็นมนุษย์ ท่านว่าคนที่ตายแล้วจะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ ต้องมี กรรมบถ ๑๐ หรือเอากันที่รู้ง่าย ๆ ก็คือ เป็นคนมี ศีล ๕ ประจำ ได้แก่

เป็นคนมีเมตตาปรานี ไม่รังแกข่มเหงทำร้ายใครไม่ว่าคนหรือสัตว์ มีความรัก เมตตาปรานีคนและสัตว์เสมอด้วยรักตัวเอง

ไม่มือไว คือ เคารพสิทธิในทรัพย์สินของคนอื่น ไม่ยอมถือเอาทรัพย์สินของใครมาเป็นของตน ในเมื่อเจ้าของไม่อนุญาตด้วยความเต็มใจ

ไม่ใจเร็ว ละเมิดความรักในบุตร ธิดา ภรรยา สามีของผู้อื่น

ไม่เป็นคนไร้สัจจะ พูดแต่เรื่องที่เป็นสาระ ตรงต่อความเป็นจริง

ทำตนให้เป็นคนมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ คือ เป็นคนมีอารมณ์รับรู้ความชั่วความดีตามกฎของจิตใจ ไม่ปล่อยใจให้เลื่อนลอยด้วยน้ำเมาต่าง ๆ
ท่านที่ทรงความดี ๕ อย่างนี้ได้ ท่านว่าตายแล้วมีสิทธิ์กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้
แดนเกิดสายที่ ๓ ได้แก่ สวรรค์ อาการที่ทำให้คนเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ ท่านบรรยายไว้มาก แต่เมื่อสรุปกล่าวโดยย่อมี ๒ อย่าง คือ

๑. เป็นคนมีความละอายต่อความชั่ว ไม่ยอมทำความชั่วในที่ทุกสถาน
๒. เกรงผลของความชั่วจะทำให้เกิดความเดือดร้อน เหตุ ๒ ประการนี้ เป็นผลให้คนเกิดเป็นเทวดา

แดนเกิดสายที่ ๔ ได้แก่ พรหมโลก พรหมกับเทวดามีดินแดนที่เกิดเป็นคนละชั้น พรหมท่านว่าศักดิ์ศรีดีกว่าเทวดา และมีชั้นภูมิสูงกว่า มีอำนาจมากกว่า มีความสุขดีกว่า ความสวยสดงดงามก็ดีกว่าเทวดา

แต่พรหมท่านว่าไม่มีเพศ คือ ไม่มีเพศหญิงชาย จะเป็นอะไรท่านก็ไม่บอก ทั้งนี้เพราะพรหมไม่มีการครองคู่อยู่โดดเดี่ยวอย่างพระสงฆ์ตามวัด คือ ไม่มีภรรยาสามี คงจะเหงาแย่ก็ไม่รู้ แต่ตามคำสอนท่านว่ามีความสุขกว่าเทวดา น่ากลัวจะมีความสุขสงบสงัด เพราะไม่มีใครขัดคอด้วย อยู่เดี่ยวเดียวดายหาใครเป็นคู่ทะเลาะไม่ได้



ท่านที่จะเป็นพรหมได้ ท่านว่าต้องเป็นนักกรรมฐานที่ได้ฌาน

แดนที่ ๕ ได้แก่ นิพพาน แดนนี้เป็นเขตที่รู้เรื่องกันยากมาก เพราะนักปราชญ์สมัยนี้ถือว่านิพพานสูญกันเสียเป็นประเพณีไปแล้ว จะขอบอกไว้ย่อ ๆ ว่า คนที่จะถึงนิพพานได้นั้น ต้องมีความบริสุทธิ์ ๑๐ อย่าง คือ

๑. ไม่เมาในตนเองหรือวัตถุต่าง ๆ ที่คิดว่าเป็นสมบัติของตน รู้ตัวเสมอว่าจะต้องตานย และพลัดพรากจากของรักของชอบใจแน่นอน ไม่มีอะไรที่จะมาห้ามความตายความพลัดพรากเสียได้ ทำจิตใจเป็นปกติเมื่อความตายมาถึง หรือเมื่อต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก

๒. ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนตามความเป็นจริง ที่ท่านกล่าวว่าทุกอย่างในโลกนี้ ไม่ว่าสิ่งที่มีชีวิตต้องทำลายตนเองลงในเมื่อกาลเวลามาถึง ไม่มีอะไรทรงสภาพ คือ เป็นอย่างนั้นเป็นปกติอยู่ได้ ใครทำความดี ความดีคุ้มครองให้มีความสุขใจ ใครทำชั่ว ความชั่วจะบันดาลความเดือดร้อนให้ แม้ผู้อื่นยังไม่ลงโทษ ตนเองก็มีความหวาดสะดุ้งเป็นปกติ ดังนี้เป็นต้น

๓. รักษาศีลมั่นคง ดำรงจิตอยู่ในศีลเป็นปกติ

๔. ทำลายความใคร่ในกามารมณ์ให้สิ้นไปจากใจ ด้วยอำนาจความรู้เท่าถึงตามความเป็นจริง รู้ว่าความรักเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ภัยอันตรายที่มีขึ้นแก่ตน เพราะอาศัยความรักเป็นเหตุ

๕. มีจิตใจเต็มไปด้วยความเมตตาปรานี ไม่โกรธ ไม่จองล้างจองผลาญคิดทำอันตรายใคร ไม่ว่าใครจะแสดงอาการอย่างไร จิตก็ไม่คลายจากเมตตา

๖. ไม่มัวเมาในรูปฌาน โดยคิดว่าการที่ตนทรงรูปฌานได้นี้เป็นผู้ถึงที่สุดของความดี เมาฌานจนไม่สนใจความดีที่ตนยังไม่ได้

๗. ไม่เมาในอรูปฌาน โดยคิดว่า ความดีเพียงเท่านี้ยังไม่เป็นทางสิ้นทุกข์

๘. มีอารมณ์ปกติ ไม่คิดถึงเรื่องอารมณ์เหลวไหล มีจิตใจเต็มไปด้วยความหวังดี ไม่ว่าต่อคนหรือสัตว์ตลอดเวลาที่ตื่นอยู่

๙. ไม่ถือตนทะนงตน ว่าดีเลิศประเสริฐกว่าใคร ไม่คิดว่าเลวกว่าใคร มีอารมณ์ใจเป็นปกติ เห็นคน สัตว์ ทรพัย์สินทั้งหมด เป็นของธรรมดาที่จะต้องตายทำลายตนเอง และมีอารมณ์ไม่หวั่นไหว เมื่อเข้าสังคมสมาคมใด ๆ มีอาการเป็นเสมือนว่าสังคมสมาคมนั้น ๆ เป็นกลุ่มของคนที่ต้องตาย ไม่ทำตัวใหญ่หรือเล็กจนน่าเกลียด ทำตนพอเหมาะพอสมแก่สมาคมนั้น ๆ เรื่องของเขา เขาจะดีจะชั่วก็ตัวของเขา เราช่วยได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็เฉยไว้ ไม่สนใจที่จะไปเบ่งบารมีทับใคร

๑๐. ตัดความรัก ความพอใจในโลกียวิสัยเสียให้หมด งดอารมณ์อยากดีอยากเด่น ทำอารมณ์เป็นพระพุทธในพระอุโบสถ พระพุทธท่านยิ้มเสมอ ท่านที่จะถึงนิพพานก็ยิ้มได้อย่างพระพุทธ ใครจะดีจะชั่วก็ยิ้ม เพราะเห็นเป็นของธรรมดา มันหนีไม่ได้ไล่ไม่พ้น เมื่อยังมีตัวตนเป็นคนมันก็ต้องพบอาการอย่างนี้ อยู่ก็สบายใจ ความตายจะมาถึงก็ไม่สะดุ้งหวาดกลัว เพราะรู้ตัวอยู่เสมอว่า จะต้องตายมีอารมณ์ใจปกติ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่ผูกพันทรัพย์สินหรือสัตว์บุคคลใด เท่านี้ก็ไปนิพพานได้ เมื่อพูดกันมาถึงทางหรือแดนเป็นที่ไปเมื่อตายแล้วว่ามี ๕ ทาง ท่านอาจจะสงสัยว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้อย่างนั้น จะมีทางใดพุสูจน์ความจริงได้บ้างว่า คำสอนนั้นตรงต่อความเป็นจริง เคยมีใครบ้างไหมที่ฟังแล้วและเรียนข้อวัตรและปฏิบัติตาม ไม่ใช่เรียนแล้วเอามาคุยอวดกัน ต้องเรียนแบบฝรั่ง ไม่ใช่เรียนแบบไทย

ฝรั่งเขาสงสัยอะไร เขาค้นคว้าหาความจริงว่ามีหรือไม่เพียงใด สมัยนี้แม้แต่ดวงจันทร์ที่ทุกท่านคิดว่าเป็นของเกินวิสัย แต่ฝรั่งเขาไปดูจนได้ เพราะเขาเรียนแล้วปฏิบัติด้วย

ที่ว่าอย่าเรียนแบบไทยก็เพราะ คนไทยเป็นคนมีบุญทุกอย่างไม่ต้องลงทุน คอยดูฝรั่งแสดงก็พอใจ ได้เปรียบฝรั่งตั้งเยอะ แต่ทว่าเนื้อแท้แล้ว เราก็รู้เพียงเขาว่า ไม่ใช่เราเห็นเอง

เรื่องของการตายแล้วไปไหนก็เหมือนกัน ถ้าเรียนกันแบบอ่านหนังสือแล้วก็ตั้งแง่สงสัย หรือเอาความรู้จากหนังสือที่อ่านจำได้แล้วเอาไปเบ่งบารมีกัน มันก็ไม่ต่างอะไรกับคนนอนฝันหาความจริงไม่ใคร่ได้ ถ้าจะพบความจริงบ้างก็ต้องบังเอิญจริง ๆ

หลักเกณฑ์การปฏิบัติเพื่อรู้ว่าตายแล้วไปไหน ท่านสอนไว้ในหลักสูตรของวิชชาสาม คือ ท่านให้เจริญสมาธิ มีอภิญญาเป็นบท คือ เจริญกสิณกองใดกองหนึ่ง หรือเอากสิณเฉพาะเพื่อทิพจักขุญาณท่านให้ใช้ เตโชกสิณ เพ่งไฟ อาโลกกสิณ เพ่งแสงสว่าง โอทาตกสิณ เพ่งสีขาว จนมีสมาธิถึงขั้นอารมณ์เริ่มเป็นทิพย์ คือ อุปจารฌาน แล้วถือนิมิตกสิณเป็นสำคัญ ฝึกดูสวรรค์ นรก และพรหมโลก ถ้าทรงวิปัสสนาญาณด้วย ก็พิสูจน์พระนิพพานด้วยได้

การพิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องฟังแล้วปฏิบัติตาม ท่านอาจจะหมดข้อสงสัยเพราะท่านรู้เอง เห็นเอง ตามแนวสอนของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าฟังกันแล้วก็คิดกัน ไม่ทำตาม เอาแบบไทยแท้แล้ว ความหวังที่ตั้งใจก็คงเหลวแน่ เพราะเป็นเพียงเสือกระดาษจะกัดใครตาย

เมื่อว่ากันถึงการปฏิบัติตาม ท่านที่มีอารมณ์เป็นไทย ไม่ใช่ทาสของความสงสัยก็คงรำคาญ ท่านอาจจะคิดว่าเขาทำกรรมฐานเป็นล่ำเป็นสันในปัจจบัน ใครบ้างที่รู้ได้ อันนี้ก็ยากที่จะบอกให้ฟัง เพราะท่านที่รู้นั้น คนไม่อยากคุยด้วย เพราะไปคุยด้วยเมื่อไร พ่อพูดแต่เรื่องตายอย่างเดียว หวยก็ไม่ใบ้ ไพ่ก็ไม่บอก จะคบกันได้อย่างไร เรื่องมันเป็นอย่างนั้น

เมื่อท่านที่รู้ท่านไม่บอก จะเอาคนที่รู้มาบ้างแล้ว และบอกได้มีไหม ขอบอกว่ามี ใครหรือ? มีหลายท่าน แต่ละท่านก็รู้ก็ทราบกันคนละจุดสองจุด จะยกตัวอย่างมาเล่าให้ฟัง ค่อย ๆ ฟังกันคราวละรายสองราย

รายแรก จะขอนำเรื่องของท่าน พันเอกสมาน วีระไวทยะ ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านผู้นี้ ท่านพลอากาศเอก พะเนียง กานตรัตน์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ รู้จักดี ถ้าสงสัยว่าท่านพันเอกสมานอยู่ที่ไหน จดหมายหรือโทรเลขไปถามท่านดูก็ได้ คิดว่าท่านคงสงเคราะห์บอกให้ ท่านผู้นี้เคยตายมาแล้วและกลับฟื้นคืนชีพ ท่านเล่าเหตุการณ์ของแดนที่ไปแดนที่หนึ่ง คือ นรก นำมาเล่าสู่กันฟัง

ลองฟังเรื่องของท่าน เอาไว้เป็นเครื่องประดับอารมณ์เพื่อความเชื่อ หรือ เพื่อรำคาญก็ตามใจ เรื่องของท่านมีดังต่อไปนี้

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามระบาดเข้ามาถึงประเทศไทย ท่านพันเอกสมาน สมัยนั้นมียศเป็นร้อยโท ท่านถูกส่งตัวไปประจำสมรภูมิเมืองพราก เมืองนี้ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางแม่สายกับเชียงตุง

ระหว่างที่พักอยู่ในค่ายทหารที่เมืองพรากนั้น ท่านกับเพื่อนนายทหารอีกสองคน คือ ร้อยโทสมฤกษ์ พลศิริ และ ร้อยโทวิทย์ วิศสมิตนันท์ ได้ล้มป่วยลงด้วยโรคมาเลเรียนขึ้นสมองอย่างแรง ต่อมาร้อยโทสมฤกษ์ อาการค่อนข้างดีขึ้น แต่ร้อยโทวิทย์ได้ถึงแก่กรรม ส่วนท่านเองมีอาการไข้หนักมาก

พอถึงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๕ เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. ท่านพันเอกสมานก็สิ้นลมหายใจ ว่ากันตรง ๆ ก็ตายนั่นเอง ท่านตายเพราะพิษไข้ ไม่ได้ตายเพราะสงคราม น่าเสียดายที่กำลังสำคัญชั้นนายทหารสัญญาบัตร อันเป็นกำลังของกองทัยต้องมาสิ้นชีวิตลง ทำให้กำลังของกองทัพต้องเสียกำลังไป แม้แต่จะเป็นส่วนน้อยเพียงนายร้อยโทคนเดียว

ท่านอาจคิดว่าไม่สำคัญ ก็ขอให้คิดว่าทหารให้กองทัพนั้นไม่ว่าทหารคนใดจำนวนมากน้อยเพียงใดก็ตาม ย่อมมีความสำคัญยิ่งแก่ประเทศชาติ ยิ่งเป็นนายทหารสัญญาบัตรที่มีอำนาจคุมทหารถึงหนึ่งหมวด เมื่อเสียนายทหารไปหนึ่งคนก็เท่ากับเสียกำลังทหารไปหนึ่งหมวด แต่ทว่าเรื่องสำคัญที่ตัวบุคคล แม้จะสำคัญเพียงใดก็ไม่ใช่จุดประสงค์ที่จะพูดในขณะนี้ ในที่นี้ต้องการเรื่องที่ท่านตายแล้วไปนรกมา ฟังเรื่องของท่านต่อไป

เมื่อข่าวนายร้อยโทสมาน ( ยศสมัยนั้น ) สิ้นลมปราณรู้ถึงนายแพทย์สนาม คือ ร.อ. ประภาคาร กาญจนาคม ( ต่อมามียศเป็นพลตรี ดำรงตำแหน่งนายแพทย์ใหญ่กรมแพทย์ทหารบก ) ท่านได้มาตรวจดูเห็นว่า ร.ท. สมาน ตายแน่ จึงได้มีคำสั่งให้ทหารนำไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บศพ ห้องเก็บศพนี้มีไว้สำหรับเก็บศพทหารที่ตายแล้ว และคนป่วยที่เห็นว่าไม่มีทางรอด คือ แก้ไขไม่ได้ จะต้องตายแน่นอนก็เอาไว้ที่ห้องนี้ เพื่อรอเวลาสิ้นลมในที่สุด เป็นระเบียบของแพทย์ในสนามหรืออย่างไรไม่ทราบ

ท่านเล่าเรื่องของท่านว่า เมื่อท่านป่วยหนักใกล้จะตายนั้น ทุกขเวทนามันรุมเล่นงานท่านขนาดหนัก ร่างกายทุกส่วนมันเจ็บปวดหมดทั้งร่าง ไม่มีส่วนใดที่จะแสดงออกถึงความสุข คือ ไม่ปวดร้าวไม่มีเลย แม้แต่เส้นผม เมื่อมีใครมาถูกก็รู้สึกปวดจนทนไม่ไหว แต่ทว่าเมื่อสิ้นลมหายใจแล้ว ท่านกล่าวว่า กลับไม่มีอาการเจ็บ

ท่านกล่าวว่า ตอนนั้นปรากฏร่างของท่านเกิดมีสองร่าง ร่างหนึ่งนอนเฉยเหมือนคนตาย ตอนนี้ท่านยกข้อเปรียบเทียบ ความจริงก็เช่นนั้น ร่างเดิมที่นอนป่วยอยู่นั้น เมื่อสิ้นลมปราณ คือ ลมหายใจ เรื่องของความรู้สึกใด ๆ ที่มีอยู่เมื่อสมัยมีลมหายใจมันก็หมดเรื่องกัน ตอนนี้คนเราจะรักจะมีความมั่นหมายปรารถนาในกันและกัน ก็แค่ขณะมีลมหายใจเท่านั้น เมื่อสิ้นลมหายใจแล้ว เพียงชั่วไม่ถึงชั่วโมง คนที่เคยรัก เคยหวงและห่วงใยสมัยที่มีลมหายใจไม่อยากห่าง แต่ตอนสิ้นลมปราณแล้วก็เกิดความรังเกียจ เกลียดกลัวคนที่เคยรักและหวงแหน

เมื่อท่านเห็นร่างเดิมนอนสงบนิ่ง ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกว่า ท่านมีร่างใหม่เกิดขึ้นแทน ร่างนี้ไม่นอนแต่ลอยอยู่เฉย ๆ เห็นพวกทหารด้วยกันมาในที่ที่ท่านนอนตาย ท่านพยายามทักทายปราศรัย พูดจากับเพื่อนทหาร ไม่มีใครยอมพูดด้วย ท่านรู้สึกรำคาญเห็นว่า เมื่อเพื่อนร่วมตายทั้งหลายไม่มีใครยอมพูดจาปราศรัยด้วย ท่านก็เกิดมีความรู้สึกเบื่อ อยากจะกลับบ้านที่กรุงเทพฯ เพื่อมาเยี่ยมเยียนบุตรภรรยา
เมื่อความคิดว่าจะกลับบ้านกรุงเทพฯเกิดขึ้น ท่านก็เกิดมีความรู้สึกว่าร่างกายเบาผิดปกติ เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว เมื่อตั้งใจออกจากสถานที่นั้นก็ลอยลิ่วอย่างรวดเร็ว ไม่เชื่องช้าเหมือนร่างเดิม มุ่งสู่กรุงเทพฯ แต่ทว่ายังไม่ทันจะพ้นที่เดิมเท่าใดนัก ก็ปรากฏมีชายชราคนหนึ่งยืนขวางหน้าท่านไว้ เมื่อท่านลอยมาถึงชายชราคนนั้นบอกให้หยุด และกล่าวว่า

"อย่าเพิ่งไปกรุงเทพฯ เลย ขอให้ตามฉันมา ฉันจะพาเธอไปหาท่านพ่อ"
ชายชราคนนั้นแต่งกายคล้ายขุนนางโบราณ ท่านได้รับฟังแล้วก็สงสัยในคำกล่าวที่ว่า "จะพาไปหาท่านพ่อ" แต่ก็ปรากฏว่าลอยตามท่านผู้นั้นไปอย่างคนว่าง่าย

ชายชราขุนนางโบราณคนนั้น ได้พาท่านมาถึงเมือง ๆ หนึ่ง เมืองนี้ใหญ่โตกว้างขวางมาก มีกำแพงสีขาว แต่ทว่าประตูกำแพงสีดำ เมื่อท่านขุนนางชราพามาถึงประตูสีดำ ท่านได้เคาะระฆังที่แขวนไว้หน้าประตู สักประเดี๋ยวเดียวบานประตูก็เปิดออก ภายในเห็นมีทหารยืนเรียงรายอยู่หลายคน ต่างก็มีรูปร่างกำยำล่ำสัน ยืนรักษาการที่ภายในประตู

เมื่อผ่านประตูสีดำไปแล้ว ท่านขุนนางโบราณคนนั้นก็พาเดินไปถึงประตูอีกชั้นหนึ่ง ประตูนี้มีสีเป็นสีทอง กำแพงก็มีสีเป็นสีทองดูสวยงามมาก เพราะจะมองไปทานไหนเห็นเป็นทองระยิบระยับไปหมด

เมื่อถึงประตู ท่านก็เคาะระฆังเรียกเหมือนประตูแรก แล้วบานประตูก็เปิดออก ท่านพาเข้าไปในห้องโถงใหญ่ มีความสวยสดงดงามมาก มีลักษณะคล้ายท้องพระโรง ภายในท้องพระโรงนั้น มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอยู่หลายคน แต่ละคนก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างขมักเขม้นเงียบกริบ ไม่มีเสียงพูดคุยกันเหมือนห้องทำงานในเมืองมนุษย์ ในเมืองมนุษย์นี้ นักการทำงานทั้งทำทั้งคุย มีจำนวนมากที่คุยมากกว่าทำ แต่ก็มีไม่น้อยที่ท่านขยันขันแข็งต่อการงานอย่างจริงจัง ไม่ชอบพูดพล่ามทำเพลง เวลางานเป็นงาน แต่ท่านที่ทำงานดีอย่างนี้มีสภาพเหมือนคนปิดทองหลับงพระ เพราะมัวห่วงงานไม่มีเวลาประจบสอพลอ ดีไม่ดีผู้บังคับบัญชาลืมขอบำเหน็จให้เสียก็ยังได้

ฉะนั้น นักทำงานดีในเมืองมนุษย์ต้องทำงานดีด้วยและทำให้ถูกใจผู้บังคับบัญชาด้วย จึงจะมีผลตอบแทนที่สาสมกับความขยัน หมั่นเพียร ฉะนั้น คนทำงานในเมืองมนุษย์จึงต้องฝึกทั้งการทำงาน และซักซ้อมคารมพร้อม ๆ กันไป จึงเห็นว่า เจ้าหน้าที่ทั้งหลายนอกจากทำงานเก่งแล้ว ยังคุยเก่งอีกด้วย บางรายคุยเก่งกว่าทำตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ยังพอหาได้

ที่นั่นเป็นเมืองผี ผีเขารู้งานโดยไม่ต้องรายงาน ใครขยัน ขี้เกียจ ผู้บังคับบัญชาทราบเอง เพราะมีอารมณ์เป็นทิพย์ เจ้าหน้าที่จึงไม่ต้องซ้อมวาทะไว้เพื่อรายงาน ของเขาก็ดีไปอย่างหนนึ่ง แต่เงียบเหงามาก เพราะเมื่อนั่งอยู่ที่นั่นตลอดเวลา ไม่ปรากฏว่ามีเสียงคนพูดเลย ต่างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างไม่ยอมมองมาดูเลย ทุกคนมีหน้าตาแปลกประหลาดไม่ใคร่เหมือนคนสมัยปัจจุบันนัก เครื่องแต่งกายก็คล้ายกับคนสมัยโบราณทั้งหมด มีทั้งทหาร และพลเรือน เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านผู้นำได้บอกให้ทราบว่า

"คอยสักประเดี๋ยว ท่านพ่อจะเสด็จออก"

แล้วก็ชี้ให้ดูประตูที่ท่านพ่อจะเสด็จออก เป็นประตูสีทอง มีม่านสีทองผืนใหญ่รูดปิดไว้ บนบริเวณที่ที่ท่านพ่อจะออกมาประทับมีสภาพกว้างขวาง สวยสดงดงามมากคล้ายเวทีละคร สักครู่หนึ่ง ก็มีเสียงมโหรีดังขึ้น มีเสียงตะโกนออกมาว่า

"พระยายมเสด็จแล้ว" เสียงนั้นบอกกันต่อ ๆ ออกมา ท่านกล่าวว่า เมื่อได้ยินเสียงบอกว่า พระยายม เท่านั้น ท่านว่าความรู้สึกขณะนั้นบอกไม่ถูก มีความหวาดกลัวที่สุด ด้วยคำว่า พระยายมได้ยินจนชิน ตามความรู้สึกแล้วคิดว่า พระยายมคงมีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ดุดันเ้หี้ยมโหด ด้วยได้รับคำขู่ไว้เมื่อสมัยมีชีวิตว่า

พระยายมถ้าเอาใครเข้าไปสู่สำนัก คนนั้นก็ไม่พ้นการลงโทษอย่างสาหัส คือ เอาลงนรก เขาเล่าใหัฟังกันมาอย่างนั้น จนความรู้สึกของตนจดจำคำว่าพระยายมไว้จนชิน และมีความหวาดสะดุ้งอยู่เป็นปกติ แล้วเมื่อมาได้ยินคำว่า พระยายมออกมาแล้ว และอยู่ในสำนักพระยายมด้วย ความหวาดหวั่นยิ่งมีมากเป็นทวีคูณ

เมื่อม่านสีทองถูกเปิดออก พระยายมเสด็จออกประทับที่แท่นอันสวยงดงามเป็นพิเศษ หาความสวยใด ๆ ที่ประดับด้วยทองและเพชรนิลจินดาในเมืองมนุษย์ที่จะงามคล้ายคลึงแท่นที่พระยายมประทับไม่มีเลย เมื่อเห็นองค์พระยายมจริงเข้า ความเข้าใจที่ว่าพระยายมคงจะมีรูปสูงใหญ่ หน้าตาดุร้าย ตวาดคนลั่นเมือง ตามที่คิดไว้ผิดถนัด

รูปร่างของพระยายมที่เห็น ก็มีรูปาลักษณะเป็นคนธรรมดาเรานี่เอง อาการที่แสดงออกไม่มีริ้วรอยของความโหดร้ายเลย มีอารมณ์เยือกเย็น เต็มไปด้วยความเมตตาปรานีเครื่องแต่งกายสวยงามมาก มีความสวยสง่ากว่าทุกคนในที่นั้น เมื่อพระยายมเสด็จประทับบนบัลลังก์เรียบร้อยแล้ว ท่านขุนนางโบราณผู้เฒ่าที่พาท่านไป ก็กราบทูลให้ทรงทราบว่า

"ขณะนี้ได้พาคนที่ท่านประสงค์จะพบ มาแล้วตามพระบัญชา"

เมื่อท่านขุนนางชรากราบทูลแล้ว ท่านพระยายมก็หันมาทางท่านพันเอกสมาน ขณะที่ท่านพูดก็พูดด้วยอาการของคนมีเมตตา คือ อารมณ์แจ่มใส หน้าตาเบิกบาน ไม่เหมือนพระยายมในโทรทัศน์ ที่นักออกแบบให้คนที่สมมติว่าเป็นพระยายม แอบเอาเขาสวมเข้าด้วย มองแล้วไม่น่าว่าจะเป็นเขาอะไร จะเป็นเขาวัวก็ไม่ใช่ เขาควายก็ไม่เชิง จะว่าเหมือนเขาสัตว์ประเภทไหนก็ไม่ชัด ที่แน่เห็นจะเป็นเขาของคนออกแบบนั่นแหละ อาจจะตรงตามความจริง

ส่วนพระยายมที่ท่านพันเอกสมานเห็นนั้น ไม่มีเขา และ สวยงามด้วย เป็นอันว่า พระยายมตามคติของปวงชนที่เข้าใจกันมาในอดีต ไม่ตรงกับความเป็นจริง เมื่อพระยายมหันมาทางท่านพันเอกสมาน ท่านได้พูดว่า

"ที่ให้พระยามัจจุราช หมายถึง ท่านขุนนางโบราณคนที่ไปดักหน้าแล้วนำมาที่นี่ ความจริงเธอยังไม่หมดอายุขัย คือ ยังไม่ถึงกำหนดตายนั่นเอง ที่ให้เขาพามาก็เพื่อให้เห็นความเป็นไปต่าง ๆ ตามความเป็นจริงของยมโลก เมื่อกลับไปเมืองมนุษย์จะได้ปฏิบัติแต่ความดี ไม่ทำความชั่วอีก เมื่อได้ดูสิ่งต่าง ๆ แล้ว จะได้ให้พระยามัจจุราชนำไปส่ง" แล้วท่านก็ให้โอวาทอย่างยืดยาว

โอวาทที่ให้นั้นมีความสำคัญอยู่อย่างเดียว คือ ให้พยายามประพฤติแต่ความดี พยายามทำบุญทำทานไว้ อย่าประพฤติตนเป็นคนชั่วใจบาปหยาบช้า เพราะเมื่อทำตนเป็นคนใจบาป เมื่อตายแล้วผลของความชั่วจะนำไปสู่นรก มีโทษทัณฑ์หนักมาก มีทุกขเวทนาอย่างสาหัส ไม่มีโอกาสที่จะพักผ่อนหรือหลีกเลี่ยงได้ จนกว่าจะสิ้นกำหนดตามกฎการลงโทษ ตามกรรมชั่วที่ทำ

แต่ถ้าทำตนเป็นคนดี ทำบุญให้ทานไว้เสมอ ๆ บุญ และความดีจะส่งผลให้พ้นนรก ได้ไปเกิดบนสวรรค์ อันเป็นดินแดนที่แสนสุข มีความสำเร็จตามใจประสงค์ทุกประการโดยไม่ต้องใช้กำลังกายทำงาน

วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

กินเจได้บุญจริงหรือเปล่า




  

  พอดีช่วงนี้กำลังถึงช่วงเทศกาลกินเจ ครับ โดยส่วนตัวผมเนี่ย ตั้งเเต่เกิดมาไม่เคยกินเจได้ครบ 10 วันเลยครับ ไปจบวัน ที่5-6 บ้างนี่เเหละครับ เเต่ปีนี้ คงไม่รอดเกิน 2 วันหนะครับ เเต่ผมว่าการกินเจเนียดีครับ อยากให้กินกันครับ ผมก็ไม่ได้มีความรู้มากมายอะไรนะครับ เเต่ผมคิดว่าถ้ากินเจเนี่ย มันอาจจะทำให้กระเพาะเรา เนี่ยได้พักบ้างหลังจากทำงานหนัก มาตั้งนานเเละอีกอย่างครับ ถ้าคุณกินเจได้เนี่ย เวลากลับมากินชอ เนี่ย มันจะทำให้อร่อยมากขึ้นนะครับ ไปลองดูไม่ได้โม้ ได้บุญด้วยต่างหาก เเละ กลับมากินชออร่อยขึ้นด้วยครับ  เเนะนำเเนะนำ ส่วนกินเจได้บุญจริงหรือเปล่าเนี่ย ผมมีบทความมาให้อ่านกันครับพี่น้อง พอดีไปเอามาจากเวป trueplookpanya.com หนะครับ น่าสนใจดีครับ
ปุจฉา : คนส่วนใหญมีความเชื่อว่า การกินอาหารมังสวิรัติหรือการกินเจนั้นได้บุญจริงหรือไม่?

วิสัชนา :
ถ้ากินเจแล้วได้บุญ ควายคงไปนิพพานก่อนมนุษย์ เพราะควายมันกินหญ้ากินเจตลอดชีวิตของมัน แต่ว่าเห็นมันกินอยู่ในทุ่งมันไม่ได้เหาะไปไหน และไม่ได้ฉลาดเพิ่มขึ้นด้วย การได้บุญมันอยู่ที่การทำความดี การทำความดีที่จะได้บุญ ไม่ใช่ทำแบบสะเปะสะปะด้วย มันมีกรอบของมันอยู่ ให้ทานแล้วกำจัดความตระหนี่ได้ เลยได้บุญ หรือให้ทานแล้วจริงๆ จะเอาหน้านั้นยังไม่ได้บุญนะ หรือจะได้บุญนั้นได้น้อยเต็มที มันไม่ได้ไปกำจัดกิเลสตรงไหนเลย หรือให้ทานแล้วมีจิตอยากจะเห็นชาวโลกเป็นสุข แล้วจึงให้ทาน อย่างนี้บุญมันเกิดชัดเจน ทั้งหมดนี้วัตถุประสงค์ในการกินเจต้องชัดเจน เช่น กินเจแล้วอาหารมังสวิรัตินี้มันถูกกับโรคของเรา คือไม่กินเนื้อสัตว์แล้วมากินเจนี้ โรคภัยมันหายดีเหลือเกิน งั้นกินเจเข้าไปเลยนั้นคือกินเจเพื่อสุขภาพ ไม่ได้กินเจเพื่อเอาบุญ หรือ กินเจเพราะในย่านนี้หาเนื้อสัตว์ทานได้ยาก แล้วย่านนี้เขากินเจกัน จะได้บุญหรือไม่นั้น ก็คือกินอาหารเพื่อมีชีวิตต่อไป หลายท่านมามองว่ากินเจแล้วมันได้บุญ เพราะสนับสนุนไม่ให้การฆ่าสัตว์เกิดขึ้น ก็ขอเตือนว่า ไม่เป็นความจริง เพราะว่า การกินผักนี่แหละ พอลงมือไถนาเท่านั้นแหละ ไม่ว่าไส้เดือน กิ้งกือ ที่อยู่ในดินนั้นหนะ ตายเป็นเทือกเลย พอถึงเวลาพวกแมลงก็มารบกวน ก็ถึงเวลามากำจัดมาฆ่าแมลง มันไม่จบหรอก เพราะว่าการกินเจไม่กินเจ ไม่ได้ช่วยทำให้ลดการฆ่าลง หรือกินเจไม่กินเจ ไม่ได้ช่วยให้ใจมีเมตตากรุณาได้เลย ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจด้วย ทำไมหละ ควายมันกินหญ้ามาทั้งชาติแล้ว พอเข้าใกล้มันซิ ดูซิมันจะขวิดไหม ขวิดทำไมนะหรือ เพราะมันไม่ได้ลดความดุลงไปได้เลย เพราะฉะนั้น อาหารไม่สามารถทำให้เราได้บุญได้ อาหารเป็นเครื่องยังชีพ แต่ว่าอาหารไม่ได้ช่วยให้เราได้บุญ อาหารไม่สามารถฟอกใจให้บริสุทธิ์ได้ แต่อาหารช่วยให้มีเรี่ยวแรงในการที่จะประกอบคุณงามความดีได้ แยกกันให้ชัดๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นจะกินเจหรือไม่กินเจนั้น หลวงพ่อไม่ได้มีเรื่องอะไรต่อต้าน อยากจะกินก็กินเข้าไป กินเพราะสุขภาพกินเข้าไป แต่กินเพราะว่าจะได้บุญ มันไม่ได้แต่จะได้ความหลงเข้ามาแทน หลงผิดคิดว่าได้บุญ หลอกตัวเอง ในกรณีนั้นอย่าไปกิน ส่วนตัวแล้วหลวงพ่อกินเจหรือไม่นั้น คือ ถ้ามีอาหารเจมาให้ก็ฉัน ถ้าไม่มีอาหารเจมาให้ อาหารธรรมดาก็ฉัน ก็จบลงไปแค่นี้ อาหารไม่สามารถทำให้เราได้บุญได้บาป เพียงแต่ทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่การจะหาอาหารมารับประทานนั้นก็มีข้อระวังด้วย คือ 1. อาหารสัตว์นั้นจะต้องไม่ฆ่าเอง 2. ไม่สั่งให้ใครฆ่า 3. ไม่รู้ไม่เห็นในการฆ่านั้นๆ และรู้ว่าเขาไม่ได้ฆ่าเพราะเจาะจงจะให้เรา เพราะฉะนั้นมันมีอยู่ในท้องตลาดยังไง ก็ไปซื้อมันอย่างนั้น กินกันตาย แล้วก็ไม่ได้ฆ่าใคร เอาแค่นี้พอ แล้วเอาแรงที่ได้จากอาหารเจ และไม่เจนี้แหละ เอาไปทำความดีให้เยอะๆ ตรงนี้หนะเอาไปคิด มันเข้าท่ากว่าเยอะ
ปุจฉา : กราบเรียนถามว่า การที่เราซื้อไข่เป็ด ไข่ไก่ ตามตลาดมาทำอาหาร ถือว่าเป็นการทำปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์) หรือไม่ ?
วิสัชนา : ไข่เป็ด ไข่ไก่ ตามตลาดในปัจจุบันนี้ ส่วนมากแล้วเป็นไข่ที่ไม่มีเชื้อตัวผู้อยู่ด้วย เพราะว่าเขาแยกกันออกไปเลย เขาแยกพ่อพันธุ์เป็ด พ่อพันธุ์ไก่ออก ไม่ให้นำมาเลี้ยงปนกัน เพราะฉะนั้นไข่ประเภทนี้ ถึงจะเอาไปฟัก ไปทำอะไร ยังไง มันไม่ก็ไม่มีทางที่จะไม่มีชีวิต หรือเป็นตัวขึ้นมาได้เลย ทำยังไงยังไง จะกินไปกี่ร้อยฟอง กี่พันฟอง มันไม่บาปหรอก แต่ระวังคอเลสเตอรอลสูงก็แล้วกัน อันนั้นจะมีผลต่อสุขภาพ ก็ไปดูเรื่องนั้น ทีนี้ไข่ประเภทที่สองนั้น เป็นไข่ที่มีตัวผู้มีพ่อพันธุ์มาผสมแล้วนั้น คือไข่ประเภทนี้ ถ้าเขายังไม่ได้นำไปฟัก ชีวิตก็ยังไม่เกิดเหมือนกัน เพราะว่าชีวิตจะเกิดต่อเมื่อฟักแล้วมันเริ่มจะเป็นตัวขึ้นมา ที่ใช้คำว่าเป็นตัวมันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน ลองไปสังเกตดูว่า เวลามันฟักไข่ใหม่ๆ ซักวันสองวัน เราก็เอาไข่ของมันไปส่องไฟฉายดู จะพบว่ามันยังใสอยู่ไม่มีอะไร แต่พอเข้าไปประมาณวันที่ 5-7 นั่นหละ มันจะเริ่มมีจุด และก็มีสายเลือดด้วย นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการมีชีวิต มันต้องใช้อากาศหายใจ คือมันเริ่มจะมีปราณ มีลมหายใจ จากนั้นมันก็เริ่มก่อตัวขึ้น จากเป็นจุด ก็กลายเป็นก้อน จากเป็นก้อน มันก็กลายเป็นตัว จากเป็นตัวก็มีขน มีอะไรต่ออะไรเกิดขึ้นมา พอครบเดือน มันก็เจาะเปลือกไข่ออกมาเป็นตัว ทีนี้ถ้าไข่มันเป็นจุด มันมีเส้นเลือดขึ้นมาแล้วแสดงว่ามันเริ่มมีชีวิต มันเริ่มมีปราณ ถ้าใครเอาไข่ที่มาถึงตรงนี้แล้วมากิน นั่นคือ ฆ่าสัตว์ละ ตรงนั้นหนะมีบาป แต่ถ้าไข่ที่ยังไม่ได้เอาไปฟัก ถึงแม้มันผสมกันแต่มันไม่ได้ฟัก มันไม่มีตัวขึ้นมา เพราะฉะนั้นถึงจะกินเข้าไปมันก็ไม่มีบาปอะไร แต่ตรงนี้อย่าไปปนกันกับไข่จิ้งจก ตุ๊กแก หรืองูนะ เพราะพวกไม่มันไม่ต้องฟัก มันไข่ทิ้งเอาไว้ ถ้าไปทำไข่ของมันแตกคลานออกมายั้วเยี๊ยะ นั่นๆ เดี๋ยวจะบาปเอา ก็ดูตรงนี้ให้ชัดๆ ก็แล้วกัน ก่อนจะตัดสินอะไร เพราะศีลข้อนี้เริ่มต้นด้วย ปาณาติบาต คือ ฆ่าสัตว์ที่มีปราณ คือ มีลมหายใจ มีชีวิตขึ้นมา ถ้ายังไม่ได้เอามาฟัก ยังไม่มีชีวิตก็กินกันไป ใครจะไปว่าอะไร มองภาพให้ชัดเจน ให้หลีกให้เลี่ยงให้ดีก็แล้วกัน ให้สังเกตไข่ใหม่ๆ สีผิวมันจะนวลๆ ก็แล้วกัน
ปุจฉา : คนส่วนใหญ่คิดว่า การโกหกเพื่อให้คนสบายใจ เช่น แพทย์ปิดบังความจริงกับคนที่ป่วยหนัก เพื่อให้เขาสบายใจ การโกหกอย่างนี้ไม่น่าจะเป็นบาป เราจะอธิบายได้อย่างไรบ้าง ?
วิสัชนา : ครั้งใดที่เราโกหก ครั้งนั้นฟ้องว่า ความกล้าในการเผชิญความจริงของเราเสียไป โกหกแต่ละครั้งก็ทำให้ความกล้า การเผชิญกับความจริงลดไปทุกครั้ง และในที่สุด คนอื่นจะเสียหายหรือไม่นั้นยังไม่รู้ ที่รู้ก็คือ กำลังใจของเราถดถอยลงไปทุกวันทุกวัน ตรงนี้หนะบาปมันเกิดแล้วแหละ ส่วนคนฟังเขาจะเป็นยังไงนั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง เอาตัวให้รอดก่อน ช่วยคนไข้แต่เราอาการปางตายเข้าไปทุกวันทุกวัน หลวงพ่อว่าไม่คุ้มหรอก คือมันอย่างนี้ ครั้งใดเราจะโกหกก็ทำให้ความกล้า การเผชิญกับความจริงลดลงไป และอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดว่า เวลาเราจะพูดอะไร จริงๆ แล้วเราต้องคิดก่อนทั้งนั้น เพียงแต่คิดช่วงสั้นช่วงยาวก็แล้วแต่ ทันทีที่เราคิดตามความเป็นจริง ภาพมันก็จะปรากฎขึ้นในใจ ชัดเหมือนที่เราปรากฎในจอทีวี เราคิดเรื่องอะไร ภาพมันก็จะผุดขึ้นมาในใจชัดเจน ทีนี้ถ้าเราโกหกเมื่อไร เราจะต้องล้มภาพนั้นทิ้ง โกหกแต่ละครั้งก็เหมือนเราล้มภาพนั้นทิ้งแต่ละครั้งเหมือนกัน เหมือนทีวีมันรวน เราก็เหมือนกัน หากโกหกไปเรื่อยๆ ก็เหมือนกับว่าเราล้มภาพทางใจที่มันชัดเจนทิ้ง วันหลังเวลาคิดอะไร ภาพมันจะไม่ชัด เพราะว่าเราล้มภาพทิ้งเสียจนเคย นอกจากนั้นแล้วยังไปตั้งภาพหลอกขึ้นมา ตรงนี้อันตราย มันจะบันทึกเอาไว้ในใจ ยิ่งพูดเท็จก็ยิ่งตอกภาพเท็จย้ำลงไปอีก แล้วก็ต้องตามจำ เพราะกลัวไม่เหมือนครั้งที่แล้ว ต้องจำอีก ตกลงภาพใจของคนที่พูดเท็จนั้นเสียหมด ด้วยเหตุที่ทุกครั้งที่พูดเท็จ คุณภาพทางใจก็เสียลงไปเรื่อยๆ เราจึงพบว่า คนที่โกหกเก่งๆ พูดเท็จเก่งๆ คนพวกนี้หนะบั้นปลายชีวิต เป็นคนหลงทั้งนั้น ไปดูนะ คนบางคนอายุแค่ ๕๐-๖๐ ก็เริ่มหลงแล้ว แต่บางคนอายุ ๙๐ ไม่หลงเลย เรื่องเมื่อท่านเป็นเด็กๆ ยังเล่าให้เราฟังได้ ทำไมอาการอย่างนี้ก็คือหลงแล้ว เพราะเป็นนักโกหกมาตลอดชีวิต ถ้าจะรักษาคุณภาพของใจนั้นคือ ไม่ให้เป็นคนหลงๆ ลืมๆ ไม่ให้เป็นคนขี้ขาด ดังนั้นอย่าโกหก แต่จะทำอย่างไรหากว่า เราเป็นแพทย์แล้วต้องการจะบอกคนไข้ หากบอกแล้วเขาเป็นลมช๊อคตาย มันจึงต้องอาศัยวิธี ดังนั้นแทนที่จะบอก ก็อาจจะพูดว่า คุณไม่มีใครเกิดแล้วมันไม่ตายหรอก มันก็ตายกันทุกคนนั่นหละ แต่ข้อสำคัญ มันตายตอนใจใสหรือใจขุ่น ถ้าใจใสสุขคติเป็นที่ไป ใจขุ่นทุกข์คติเป็นที่ไป คุณทำใจให้มันใสใสเอาไว้ พอคุณทำใจให้ใสใสได้เท่าไร ยาต่างๆ ที่ให้คุณไป มันไม่เครียด ยามันเดินง่าย โอกาสหายของคุณก็ยังมี แต่ถ้าคุณทำสมาธิของคุณไม่ให้ใจใส โรคของคุณก็อาจจะ ๕๐/๕๐ อยู่นะ ทางออกก็คือ ควรจะพูดความจริง แต่ค่อยๆ รับรู้ความจริงทีละน้อย อย่าให้ช๊อค สอนให้คนไข้รู้จักทำใจให้ใส ให้ผ่อง เป็นการเตรียมพร้อมที่จะรองรับ และเมื่อมีจังหวะแล้วก็ให้บอกกันตรงๆ อย่าให้หลงตาย ถ้าหลงตาย เราหลอกเขานะ จะตายก็ควรให้เขารู้ความจริง เขาจะได้เตรียมตัว พอทีเราบ้างพอจะตายก็โดนหลอก เกิดอีกกี่ชาติ โดนหลอกตลอดชาติ ไม่คุ้ม เพราะฉะนั้นห้ามไปหลอกใคร อย่างนี้ซิแพทย์ตัวจริง ทั้งหมอทั้งคนไข้ก็จะกล้าเผชิญความจริงไปทุกภพทุกชาติ อย่างนี้มันจึงจะดี

ขออนุโมทนาบุญแด่ พระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว) และคุณมณีทิพย์ (ธรรมะบันเทิง)

-เป็นไงบ้างครับของเค้าดีจริงใช้ปะ

ข้อเสีย iphone 4

 -  พอดีช่วงนี้คงไม่มีกระเเสไหน เเรงเท่ามือถือ รุ่นใหม่ที่ชื้อว่า iphone 4 เพราะความสามารถเครื่องเเละราคาเครื่องบริษัทอย่าง dtac advanc นำเข้ามานี่ดีไม่ดีจะถูกกว่าเครื่องหิ้วอีกนะครับ ดังนั้นมันเลยทำให้ เกิดกระเเสความต้องการขึ้นมาครับ สำหรับ iphone 4 มาส่วนข้อดีหลายๆ คนคงรู้มาบ้างเเล้ว เเต่คราวนี้จะพูดถึงขอเสีย ของโทรศัพท์มือถือยอดนิยมเครื่องนี้กันครับ




-   Iphone 4 บกพร่องจนได้
ก่อนหน้านี้เป็นข่าวฮือฮากันอยู่พักใหญ่ ใครๆก็อยากได้ Iphone 4 จนยอดการจองสูงลิบลิ่ว แต่เมื่อสินค้าออกวางตลาดจริงๆแล้ว กลับเกิดข้อบกพร่องในเรื่องของสัญญาณ
คอนซูเมอร์ รีพอร์ต นิตยสารที่เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบและจัดอันดับสินค้า ประกาศ ” ไม่รับรอง Iphone 4″ หลังพบข้อบกพร่อง
จุดบกพร่องที่กล่าวถึงนั้น จะเกิดขึ้นเมื่อมือของผู้ใช้ Iphone ไปโดนบริเวณมุมด้านล่าง ซึ่งเป็นจุุดรับสัญญาณ โดยเมื่อลองเอามือไปโดน ก็จะสังเกตุเห็นได้ชัดว่า ขีดรับสัญญาณจะลดลงทีละขีด จนไม่สามรถใช้สนทนาได้
เบื้องต้น Apple มีรายงานออกมาว่า จะแจกเคสยางไว้หุ้ม เพื่่อแก้ปัญหาสัญญาณอ่อน แต่อย่างไรก็ดี ตอนนี้ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด ซึ่ง คอนซูเมอร์ รีพอร์ต แนะนำว่าใครที่ซื้อไปแล้ว วิธีที่จะแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองคือ เอาเทปกาวมาติดบริเวณรับสัญญาณนั้นซะ อาจจะดูไม่สวยแต่อย่างน้อย สัญญาณก็ไม่หายนะจ๊ะ

ข้อเสียของ iPhone 4 ที่ยกมาจาก iPhone เดิมๆ ก็เพียบครับเช่น
- เพิ่ม MicroSD ไม่ได้ มีแค่ 16 / 32 GB ในตัว ซึ่ง ณ ชั่วโมงนี้ กับ HD Video Recorder เนี่ย ผมว่าน้อยไปแล้ว
- ถอด Battery ไม่ได้ และแม้ iPhone 4 จะประหยัดไฟกว่า iPhone 3GS, ผมก็ยังว่ามันกินไฟอยู่ดี
- ช่องเสียบสาย USB ไม่เหมือนค่ายอื่น ซึ่งตอนนี้ทุกค่ายในโลกใช้มาตรฐานเดียวกัน [Micro -USB] แล้ว
- Safari Browser รัน Flash ไม่ได้ และคาดว่าจะไม่ได้ตลอดกาล เพราะ Steve Jobs ไม่ชอบ – -*
- ไม่มีวิทยุ, สาวกบางคนบอกว่า “อะไร ซื้อมือถือเครื่องละ 25xxx มาฟังวิทยุเหรอ ?” นั่นสิครับ… ผมซื้อรถคันละเกือบล้าน ยังฟังวิทยุในรถเลย มันแปลกตรงไหน ;)
- การย้าย File / เพลงต้องทำผ่าน iTunes ถามว่าลำบากไหม ? ผมว่าลำบากครับ ตรงไปตรงมาเลยนะ
เพราะอย่าลืมว่าต้องทำบน Laptop เราเอง ถ้าจะไปทำบนเครื่องชาวบ้าน, กรุณาอย่าลืมสาย USB เฉพาะตัวไปด้วย เห็นความลำบากแบบ Combo รึยังละครับ ^^”
 นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่ผมว่าเป็นของใหม่ของ iPhone 4 เช่น
- กล้องปรับอะไรไม่ได้เลย อย่างที่บอกว่าผมไม่อยากมานั่งลงอะไรเพิ่มเองหรอก ผมว่าผมซื้อมาใช้ครับ ไม่ได้ซื้อมาเสียเวลาทำงานหรือเสียเวลาชีวิตส่วนตัว – -+
- ลำโพงยังคงเสียงแย่, เรียกว่าแย่มากในระดับ 25xxx บาท :’)
- จอยังเล็กแค่ 3.5 นิ้ว ถึงจอจะละเอียดมากจริง แต่ผมว่าชั่วโมงนี้ จอ 3.5 นิ้วเล็กไปสำหรับมือถือ 25xxx บาท
- FaceTime หรือ Video Calling ใช้ได้แค่บน Wi-Fi [ณ Firmware ที่จะเข้าไทย, อนาคตไม่รู้] ข้อนี้สาวก Apple บอกว่าเพราะเครือข่าย 3G มันไม่พร้อม ผมไม่คิดแบบนั้น ในเมื่อ Brand อื่นทำได้ ทำไมผมต้องเชื่อ Steve Jobs ละ ?
- มีความต่างจาก iPhone 3GS น้อยมากในส่วนของ Menu / Interface คือจะบอกว่า iOS ทำมาสวยและง่ายแล้ว ผมก็เห็นด้วยนะ แต่เพราะมันเหมือนเดิมมากๆ ผมก็เลยว่า iPhone 4 ไม่น่าสนเท่าไร สำหรับคนที่มี iPhone เดิม
 - แพงครับ… ชัดเจนสุดๆ อันนี้รอดูราคาศูนย์ไทยก่อนได้ หาก iPhone 4 ไทยตัว 16 GB ขายเท่าสิงคโปร์หรือฮ่องกงคือ 20xxx บาท ผมจะตัดข้อนี้ทิ้ง เพราะมันจะราคาเท่าๆ Samsung Galaxy S :P
 - เรื่องสัญญาณหลุด / เสาอากาศมีปัญหา ผมเขียนตามตรงว่าไม่เจอครับ แต่ iPhone 4 เครื่องศูนย์ไทยจะเป็นล็อตไหน

จากเวป cookiecoffee.com เเต่ราคา 25xxx นี่ก็ไม่ธรรมดานะครับควร หาข้อมูลก่อนตัดสินใจครับพี่น้อง

วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553

คนเกาหลีคิดยังไงกับคนไทย


คือผมคงไม่ต้องบอกอะไรมากมายหรอกครับ ผมว่าคนส่วนใหญ่ในเกาหลีเนี่ย ส่วนใหญ่เเล้ว ดูถูกคนไทยนะครับ เพราะ อะไรใช่เปล่าครับ ก็เพราะ เราไปบ้ากระเเสเกาหลีไงครับ คือคุณต้องเข้าใจนะครับว่าคนเกาหลีเนี่ย เค้าเป็นพวกชาตินิยม เค้าคิดว่าอะไรๆ ของประเทศเค้าดีกว่าเราหมด ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินหรือ ค่านิยมทางด้านต่างๆ พวกนี้ คนเกาหลีเนี่ย เวลาเห็นนักท่องเที่ยวไทย เนี่ยมันเห็นทองครับ พวกนี้มักจะหลอกขาย สินค้ายอดนิยมของเกาหลีให้คนไทยที่ไม่ได้รู้เรื่องเเมวอะไร มานานเเล้วครับ เเต่อย่างว่าครับ บางทีคนในประเทศเรานี่ก็ทำไม่ถูกหลายอย่างครับ เช่น การประพฤติตัวไม่เหมาะสม ของผู้หญิงบ้านเรา หรือ การไม่จริงจังของวิถีชีวิต คนไทย  นอกจากนี้เรื่องละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเเค่นี้พวกเกาหลีก็ดูถูกเราเเล้วครับ เเต่อย่างที่บอกครับ ผมไม่สนใจคำถามที่ว่า คนเกาหลีคิดยังไงกับคนไทย เเต่กับมองว่าประเทศนี้ไม่เห็นมีอะไรดีเลย ถ้าบอกประเทศนี้นิสัยดี ผมว่าไม่ใช่ เพราะบางครั้งผมได้ยินหนาหูมากว่าคนเกาหลี เนี่ยสันดาร เกรียน มากๆ โดยเฉพาะพวกผู้ชาย ทำตัว ได้น่าเกลียดมากครับเท่าที่ผมเห็นนะครับมันบอกประชากรมันดี เเต่ผมว่าถ่อยอะโดยเฉพาะผู้ชาย เเม่ง ทำตัวน่ารำคาญ พูดจาเสียงดัง มากมาย เเต่ที่ผม ชอบเกี่ยวกับสังคมเกาหลี ก็คือ บังเทิงเกาหลีเนี่ยผมว่าเค้าทำดีกว่าบันเทิงบ้านเรามากมายครับ บันเทิงบ้านเรามั่วมากมาย เเต่ผมก็ยังคิดนะครับว่า คนส่วนใหญ่ของสังคมเกาหลีเค้าเฉยๆ กับคนไทย เเต่ก็มีมากที่ดูถูกคนไทยครับพี่น้อง

สัปเหร่อ ประวัติเเละความเป็นมา


ถ้าจะพูดถึง สัปเหร่อ ผมค่อนข้างคุ้นเคยกับพวกพี่ ๆ พวกนี้ดีครับ เพราะบ้านอยู่ใกล้วัดก็จัดศพเข้าโรงหรือ ไม่ก็ เอาศพไปเผาเเละ ต้องนอนเฝ้าศพด้วย คิดไปคิดมานี่ผมว่าอาชีพนี้ เนี่ยต้องคนที่ถูกเลือกเท่านั้นถึงจะทำได้นะครับ บางที่เจอศพเละ เน่าบ้างนี่ไม่ได้พี่เเก่นี่ลำบากเเย่ พอดีไปเจอประวัติเเละที่มาลองอ่านดูกันครับ เกี่ยวกับ สัปเหร่อ เนี่ย
หนังสือ "ประเพณีเนื่องในการตาย" โดย พระยาอนุมานราชธน มีข้อสันนิษฐานถึงคำ "สัปเหร่อ" ว่า น่าจะมาจากคำว่า สัปบุรุษ แปลว่าคนดี ซึ่งคำนี้ภาษาเขมรออกเสียงว่า สัปเหร่อ
สำหรับความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2546 สัปเหร่อ (สับ-ปะ-เหร่อ) แปลว่าผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับศพ ตั้งแต่ทำพิธีมัดตราสัง จนกระทั่งนำศพลงฝังหรือเผา

และจากงานวิจัยของ ทวีศักดิ์ วรฤทธิ์เรืองอุไร เรื่อง "สัปเหร่อกับการจัดการศพของชุมชน" ที่เสนอต่อคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า
สัปเหร่อคือผู้ที่ทำหน้าที่แปรสภาพสังขารร่างกายของคนที่ตายไปแล้วให้สูญสลายไปจากโลกอย่างสิ้นเชิง โดยการฝังซากศพไปในดิน หรือเผาให้มอดไหม้ด้วยไฟ โดยอาจมีวิธีเฉพาะ
คำว่าสัปเหร่ออาจอยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาช้านาน เนื่องจากการตายนั้นเป็นสิ่งปกติของคนเรา หน้าที่หลักของสัปเหร่อเริ่มจากเตรียมเมรุเผาศพ โดยจะกวาดเถ้ากระดูกของศพที่เผาก่อนหน้าเพื่อไม่ให้ปะปนกับศพที่กำลังจะเผา และขอซื้อที่จากเทวดาเจ้าที่ชื่อ "ตากะลี ยายกะลา" ก่อนการเผา สัปเหร่อจะเปิดโลงและตัดด้ายที่มัดมือมัดเท้าของศพ จากนั้นล้างหน้าศพด้วยน้ำมะพร้าว เมื่อญาติๆ ผู้ตายช่วยกันเคลื่อนศพไปสู่เมรุแล้ว สัปเหร่อก็จะดำเนินการเผาตามขั้นตอน กินเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ สามารถเก็บกระดูกให้ญาติพี่น้องที่รอรับอยู่

ในการปฏิบัติหน้าที่สัปเหร่อต้องมีจรรยาที่สำคัญ คือการไม่เลือกปฏิบัติ ต้องเผาศพให้เจ้าภาพทุกรายโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และจะต้องทำหน้าที่ด้วยความเป็น "มืออาชีพ" คือทำด้วยความรับผิดชอบและเรียบร้อยทุกขั้นตอน นับตั้งแต่การทำความสะอาดเตาเผาในการเตรียมเมรุจนถึงการเก็บกระดูก
บทบาทหน้าที่ของสัปเหร่อในสมัยก่อนที่ยังมีการเผาศพแบบเชิงตะกอน คนที่สามารถเผาศพได้จะมีอยู่หลายคน ในการเผาแต่ละครั้งจะมีชาวบ้านไปช่วยกันประมาณ 10 คน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนเตาเผาจากเชิงตะกอนมาเป็นเตาเผาแบบปิด คือเมรุ การจำกัดตัวบุคคลผู้รับหน้าที่เผาศพก็เกิดขึ้น เนื่องจากเมรุเป็นสมบัติที่มีราคาแพงของวัด คนที่จะมาดูแลเมรุจึงไม่ใช่ใครก็ได้ แต่ต้องเป็นคนที่เจ้าอาวาสและชาวบ้านยอมรับ การมีเมรุจึงนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สถานะของสัปเหร่อชัดเจนขึ้น

ราชการกำหนดหน้าที่สัปเหร่อเป็นงานประเภทที่ 5 คือพนักงานบริการ และพนักงานขายในร้านค้าและตลาด ในหมวด 51 คือเป็นพนักงานให้บริการในเรื่องส่วนบุคคลและบริการด้านการป้องกันภัย กำหนดเป็น "สัปเหร่อและเจ้าหน้าที่ฉีดยาศพ" ทำหน้าที่จัดการเผาศพและฝังศพ รักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยด้วยการฉีดสารเคมีในร่างศพ รวมถึงการทำพิธีต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการศพ

อาชีพนี่ไม่ได้น่าเกลียด หรือ หน้าอาย ครับ หาคนทำยากดังนั้นเราไม่ควรไปดูถูกเค้าครับ เพราะคุณเองก็ทำไม่ได้

วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สถานที่ท่องเที่ยวยอดเยี่ยมในเมืองไทย






     พอดีช่วงนี้อยากไปเกาหลีใต้มากๆ เพราะเริ่มเข้าสู่หน้าหนาวที่ได้ยินมาหูมากว่าที่เกาหลีใต้เนี่ย หน้าหนาว ประเทศนี้จะเป็นอะไรที่น่าท่องเที่ยวมากมาย เเต่ พอดีคนที่เค้าไปมาเเล้วเค้าบอกว่า เอ็งไปเที่ยวเมืองไทยให้หมดก่อนดีกว่าเปล่าเพราะ เมืองไทยเนี่ยมีสถานที่ท่องเทียวมากมาย ที่สวยงามกว่าเกาหลีมากมายครับ  ผมก็เลยต้องสวนกลับไปว่าเมืองไทยเนี่ยอะนะ  เค้าก็บอกต่อเลยว่า ไอ้เสื้อเหลือง เสื้อเเดงพวกนี้ มันออกมาทำลาย เศรษฐกิจ ของประเทศไทย เเต่ถ้าทุกวันนี้ประเทศไทยไม่ได้เเหล่งท่องเทียว มาพยุงไว้พังไปเเล้ว เอาเป็นว่า ไม่นอกเรื่องดีกว่านะครับ ผมเริ่มเมื่ยมือเเล้ว เข้าเรื่องท่องเทียวในประเทศไทยเลยดีกว่าเปล่าครับ พอดีผมไปเจอ เวปที่ตรงกับใจผมพอดีครับ ก็เลย ยื้มมาให้อ่านกันครับ

เขียนโดย คุณ king จากเวป 8888.in.th

อันดับ 1 ภูกระดึง

ความหลากหลายของทิวทัศน์ พรรณไม้ สายน้ำ ทำให้ภูกระดึงครองใจนักเดินทางผู้รักธรรมชาติทุกยุคทุกสมัย

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย คืออุทยานแห่งชาติลำดับ 2 ของประเทศไทย เป็นโรงเรียนแห่งแรกของนักเดินทางผู้นิยมธรรมชาติหลายต่อหลายรุ่น ตำนานเล่าว่า นายพรานคนหนึ่งติดตามล่าสัตว์ขึ้นไปจนพบดินแดนอันงดงามเหมือนสรวงสวรรค์แห่งนี้ บนยอดตัดของภูเขาหินทรายสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 400 - 1,200 เมตร รูปทรงเหมือนกระดึง มีพื้นที่ราบบนยอดเขากว้างใหญ่คล้ายรูปใบบอน เป็นแหล่งต้นน้ำของลำน้ำพอง อากาศค่อนข้างเย็นตลอดปี เปิดฤดูการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมถึงวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี และปิดฤดูการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนถึงวันที่ 30 กันยายน เพื่อให้ป่าได้คืนสภาพ

บนภูกระดึงนอกเหนือจากภูมิประเทศแปลกตาด้วยทิวสนเรียงรายบนที่ราบบนยอดภูอันกว้างใหญ่แล้ว ยังมีหน้าผาอันเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่งดงามอีกหลายแห่งด้วยกัน โดยทางทิศตะวันออกมี ผานกแอ่น เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น อยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 2 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกมี ผาหล่มสัก เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกได้อย่างชัดเจนที่สุด อยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 9 กิโลเมตร เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมด้วยชะง่อนหินยื่นออกไปกับต้นสนริมผาโดยมี ผาแดง ผาเหยียบเมฆ ผานาน้อย ผาจำศีล และ ผาหมากดูก เป็นทางเลือกที่เรียงรายบนเส้นทางให้แวะชมพระอาทิตย์ตกได้สวยงามไม่แพ้กันอีกด้วย

และด้วยความที่เป็นต้นน้ำ บนภูกระดึงจึงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งน้ำอยู่มากเช่นกัน อย่าง สระแก้ว ต้นสายของลำธารสวรรค์ สระอโนดาต บึงน้ำขนาดใหญ่ จุดกำเนิดธารพระองค์ที่ไหลลงหน้าผากลายเป็น น้ำตกพระองค์ น้ำตกที่น่าสนใจบนภูกระดึง ได้แก่ น้ำตกวังกวาง ผาหินตัดขวางลำธาร ฝูงกวางมักจะลงมากินน้ำอยู่เสมอ เป็นที่มาของชื่อน้ำตก น้ำตกเพ็ญพบใหม่ เกิดจากลำธารวังกวาง หน้าหนาวจะเห็นใบเมเปิลร่วงหล่นปกคลุมผืนน้ำเป็นสีแดง น้ำตกถ้ำใหญ่ ร่มรื่นด้วยพรรณไม้ ช่วงต้นมกราคมทั่วบริเวณจะแดงฉานด้วยใบเมเปิลเกลื่อนพื้นป่า น้ำตกธารสวรรค์ น้ำตกขนาดเล็กบรรยากาศสวยงาม น้ำตกโผนพบ น้ำตก 8 ชั้น สูงประมาณ 30 เมตร โผน กิ่งเพชร อดีตแชมป์โลกมวยสากลคนแรกของไทยเป็นผู้ค้นพบเมื่อครั้งขึ้นไปฝึกซ้อมบนภูกระดึง น้ำตกสอเหนือ เป็นน้ำตกชั้นเดียว สูง 10 เมตร และน้ำตกสอใต้ อยู่ในลำธารสายเดียวกับน้ำตกสอเหนือ

อันดับ 2 ดอยอินทนนท์สุดยอดขุนเขาสูงสุดในสยามนามดอยอินทนนท์ งดงามด้วยพรรณพฤกษาและบรรยากาศเทือกดอยหนาวเย็นดึงดูดใจ

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 6 ของประเทศไทย มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 482 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม อำเภอจอมทอง และอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ สภาพเทือกเขาสลับซับซ้อน เป็นส่วนหนึ่งของแนวเขตเทือกเขาถนนธงชัย ที่ทอดตัวแนวเหนือ-ใต้ ต่อเนื่องมาจากเทือกเขาหิมาลัยในประเทศเนปาล มีความสูงตั้งแต่ 400-2,565 เมตร จากกระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยมียอดดอยอินทนนท์เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย

อันดับ 2 น้ำตกทีลอซูทีลอซู เลื่องชื่อในสายน้ำมหึมาที่ไหลบ่าลงจากแผ่นผากลางผืนป่ากับนานากิจกรรมท่องเที่ยวผจญภัยที่เติมสีสันให้กับชีวิตผู้มาเยือน
น้ำตกทีลอซูเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดของเมืองไทย เกิดจากลำห้วยกล้อท้อทั้งสายไหลตกลงจากหน้าผาสูงชันบนภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 900 เมตร ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก อยู่ห่างจากที่ทำการเขตฯ 1.5 กิโลเมตร
ทีลอซูได้รับการค้นพบเมื่อ 20 กว่าปีก่อน โดยพรานชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งที่เข้าป่ามาล่าสัตว์ คำว่า "ทีลอซู" ก็เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่าน้ำตกใหญ่ หรือน้ำตกดัง ต่อมากรมป่าไม้ประกาศให้บริเวณนี้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง และหลังจากการสำรวจบุกเบิกในปี พ.ศ.2528 น้ำตกทีลอซูก็เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแวดวงนักท่องเที่ยวผู้รักธรรมชาติ
ทีลอซูมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนเนื่องจากน้ำฝนที่ตกลงมาจะเพิ่มปริมาณน้ำในลำธารทำให้สายน้ำตกกว้างใหญ่กว่าฤดูอื่น แต่ช่วงฤดูฝนทางเขตฯ ปิดไม่ให้รถยนต์เข้าสู่น้ำตกเพื่อถนอมสภาพทางไม่ให้เสียหายและป้องกันอันตรายแก่ผู้ใช้เส้นทาง โดยนักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการทัวร์กับบริษัทนำเที่ยวซึ่งจะเดินทางด้วยเรือยางแทน และเดินป่าอีกราว 12 กิโลเมตร แต่หากไม่ท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว-ฤดูร้อนก็สามารถใช้ทางรถยนต์เข้าถึงตัวน้ำตกได้ จึงเป็นช่วงเวลาที่เที่ยวได้สะดวกที่สุด

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

น้ำตกทีลอซู สายน้ำสีขาวสะอาดผืนใหญ่กว้างประมาณ 500 เมตร ไหลตกลงมาจากผาหินปูนสูงประมาณ 200 เมตร ร่มครึ้มด้วยแมกไม้ สายธารน้ำตำแบ่งเป็นสามแนว แนวด้านซ้ายมือใหญ่ที่สุด สูงที่สุด และสวยที่สุด ด้วยธารน้ำหลายสายไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ แนวกลางสายน้ำไหลลงมาจากหน้าผาสูงชันใกล้เคียงกัน แต่ไม่เป็นชั้นและแคบกว่า ส่วนแนวทางขวามือจะเป็นสายน้ำหลายสายที่สุด ทว่าหน้าผาเตี้ยกว่าสองแนวแรก รวมเข้าด้วยกันเป็นภาพของน้ำตกทีลอซูที่ยิ่งใหญ่และงดงาม ทางเดินสู่ทีลอซูเป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทาง 1.5 กิโลเมตร ลัดเลาะผ่านเข้าไปท่ามกลางป่าไผ่และป่าเบญจพรรณที่มีป้ายสื่อความหมายเกี่ยวกับธรรมชาติและพืชพรรณตามจุดต่าง ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวเบื้องล่างของน้ำตกยังมีเส้นทางเดินท้าขึ้นไปยังจุดชมทิวทัศน์บนยอดเขาฝั่งตรงข้าม เป็นจุดที่มองเห็นน้ำนำทีลอซูได้สวยงามและชัดเจนที่สุด ใช้เวลาเดินไป-กลับประมาณ 2 ชั่วโมง

อันดับ 3 ดอยอ่างขางโครงการหลวงดอยอ่างขางพลิกฟื้นผืนป่าเสื่อมโทรมให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ทั้งยังเพิ่มพูนความงดงามด้วยไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว แต้มแต่งสีสันตระการตาให้ขุนเขา
ดอยอ่างขางเป็นที่ตั้งของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อยู่ในเขตบ้านคุ้ม หมู่ที่ 5 ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,400 เมตร มีพื้นที่ใช้ในการทำวิจัยประมาณ 1,200 ไร่ เกิดขึ้นจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมราษฎรชาวเขาบนดอย แล้วทอดพระเนตรเห็นการปลูกฝิ่นทำไร่เลื่อนลอยจึงมีพระราชประสงค์ให้ชาวเขาตามดอยต่าง ๆ ในภาคเหนือเลิกการปลูกฝิ่น ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1,500 บาท ซื้อที่ดินในบริเวณดอยอ่างขางส่วนหนึ่ง แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโครงการหลวงขึ้นเป็นโครงการส่วนพระองค์ในปี พ.ศ. 2512 โดยหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นองค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง สถานีเกษตรหลวงอ่างขางใช้เป็นสถานที่วิจัยทดลองปลูกพืชเมืองหนาวชนิดต่าง ๆ ได้แก่ ไม้ผล พืชผัก และไม้ดอกเมืองหนาว เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรชาวเขาในการนำพืชเหล่านี้มาเพาะปลูกเป็นอาชีพ

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ


เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ มี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางเดินชมกุหลาบพันปี อยู่ด้านนอก ห่างจากปากทางเข้าสถานีฯ ประมาณ 4.5 กิโลเมตร โดยจุดที่สูงที่สุดคือเนินพันเก้า ซึ่งมีความสูงถึง 1,928 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง นักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางเท้าเพื่อขึ้นไปถึงจุดยอดเป็นระยะทาง 500-800 เมตร ซึ่งจะชมความงามของกุหลาบพันปีได้ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ส่วนในช่วงเดือนอื่นก็ยังจะมีพรรณไม้แปลกตาให้ได้ชื่นชมอีกเช่นกัน เส้นทางศึกษาธรรมชาติของสถานีเกษตรหลวงอ่างขางนั้นกำหนดขึ้นบริเวณรอบสถานีฯ มีเส้นทางทั้งหมด 10 เส้นทางด้วยกัน และต้นไม้ที่ปลูกในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาตินั้น จะเป็นต้นไม้ที่นำเข้ามาจากไต้หวันทั้งหมด
เส้นทางขี่จักรยานชมธรรมชาติ เป็นเส้นทางจากรีสอร์ตธรรมชาติอ่างขางเข้าเยี่ยมชมด้านในสถานีฯ ตลอดทางก็จะได้ชมธรรมชาติและแปลงเกษตรทดลอง ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยานจากสโมสรอ่างขางได้ หรือหากอยากเปลี่ยนบรรยากาศขี่ล่อ สัตว์ลูกผสมระหว่างม้าและลา ซึ่งแต่เดิมเป็นสัตว์พาหนะสำคัญของชาวเขาบนดอยแถบนี้ ก็สามารถติดต่อได้ที่สโมสรอ่างขางเช่นกัน


อันดับ 4 เกาะช้างเกาะช้าง เกาะใหญ่สมชื่อ เลื่องลือด้วยหาดทรายงามน้ำสวยใสกิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเลหลากหลายและความสะดวกสบายที่ครบครัน เกาะช้างเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 45 ของประเทศไทยประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อยมากกว่า 40 เกาะ รวมทั้งเกาะที่เป็นโขดหินกลางทะเลอีกจำนวนมาก ในท้องที่กิ่งอำเภอเกาะช้างและกิ่งอำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ห่างจากฝั่งประมาณ 8 กิโลเมตร หมู่เกาะเหล่านี้มีหาดทรายที่ขาวสะอาด น้ำทะเลใสสวย และอุดมสมบูรณ์ด้วยสรรพชิวิตใต้ท้องทะเล โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตในแนวปะการัง น่านน้ำทางตะวันออกของเกาะช้างได้เกิดการรบครั้งสำคัญในสมัยสงครามอินโดจีน โดยเรือรบหลวงสงขลา เรือรบหลวงชลบุรี และเรือรบหลวงธนบุรี ได้ทำยุทธนาวีกับเรือรบฝรั่งเศสจำนวน 7 ลำ ซึ่งนำโดยเรือลามอตต์ปีเกต์ และได้รับชัยชนะเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2484 แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจเกาะช้าง ในจำนวนกว่า 40 เกาะของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง เกาะช้างเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศไทยรองจากเกาะภูเก็ต มีธรรมชาติหลากหลาย ทั้งภูเขา ป่าไม้ น้ำตก หาดทราย ฝั่งตะวันตกของเกาะมีหาดทรายขาวสวยงามเรียงราย คือหาดทรายขาว หาดคลองพร้าว หาดไก่แบ้ หน้าหาดที่เกาะเล็ก ๆ คือ เกาะปลี เกาะหยวก น้ำใส มีแนวปะการัง เหมาะกับการดำน้ำสนอร์เกิล ฝั่งตะวันออกของเกาะเป็นแหลมและหาดเลน มีน้ำตกหลายแห่ง แต่จะสวยงามเฉพาะหน้าฝน คือ น้ำตกธารมะยมและน้ำตกคลองพลู ส่วนทางทิศใต้ของเกาะมีเกาะบริวาร 40 เกาะ เกาะที่สำคัญ ได้แก่ เกาะง่าม เกาะหวาย เกาะกระ เกาะรัง ซึ่งมีแนวปะการังที่สวยงาม นอกจากนั้นยังมีน้ำตกคีรีเพชรอีกด้วย
เป็นไงครับ นี่คัดมาเฉพาะที่น่าสนใจนะครับ  เเต่เดี๋ยวอีก 2-3 ปีนี้ ราชบุรี จะมีเเหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อ มากๆครับ นั่นก็คือสวนผึ้งครับ รับรองได้ปาย นี่จบเเน่ๆ เจอสวนผึ้งเนี่ย




อาหารเสริมจำเป็นต่อร่างกายจริงหรือ




คือต้องบอกได้เลยครับ เดี๋ยวนี้ใครก็ไม่รู้ ไม่ได้พบหน้าพบตากันมาหลาย ปีเเต่มาเจอกันเนี่ย ชวนคุยนู้นคุยนี้ ท้ายที่สุดถ้าไม่ขายประกัน ก็ขายอาหารเสริม เฮ้อ คนพวกนี้จะรู้หรือเปล่านะว่า มันน่าเกลียดมากๆ คือ โดยส่วนตัวผมมองว่า การที่พวกนี้จะมาขาย อาหารเสริมเนี่ยพี่เเกขายไม่เป็นเลยจริงๆนะ ปากคนพวกนี้ก็บอกว่าอยากมอบสิ่งดี เเต่ สิ่งที่เอ็งทำเนี่ยมันคือการยัดเยียดต่างหากหละ เข้าเรื่องดีกว่าครับ พอดีผมมีโอกาสที่ไปอ่านบทความที่ว่า อาหารเสริมจำเป็นต่อร่างกายจริงหรือ เปล่า หลายบทความก็มีความเห็นว่าอาหารที่เราบริโภค ทุกวันนี้ถ้ากินกันหลากหลาย ก็ได้อาหารครบ 5 หมู่ไม่จำเป็นที่ต้องไปซื้ออาหารเสริมมากินหรอกครับ นอกเสียจากว่าป่วย หรือ ไม่สบายพวกนี้  พอดีไปเจอบทความมาครับลองอ่านกันดูนะครับ ผมว่าน่าสนใจมากมายครับ
แน่นอนว่าในขณะนี้กระแสความตื่นตัวในสรรพคุณของอาหารเสริมแพร่หลายไปทั่ว  ผู้คนจำนวนมากหันมาเพิ่มพลังให้ร่างกายด้วยการกินอาหารเสริม  ซึ่งวิตามินยอดฮิตที่ติดอันดับมาตลอดคือ  วิตามินซี  และน้ำมันตับปลา  จนถึงสารสกัดจากพืชที่กำลังเป็นที่นิยมและมีการค้นคว้าผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  ตามมาอีกมาก  เช่น  ชาเขียว  สาหร่าย  องุ่นพันธุ์ต่างๆ  ไปจนถึงเห็ด  และยีสต์  ยิ่งผู้คนนิยมวิตามินมากขึ้นเท่าไหร่  ความสงสัยเกี่ยวกับวิตามินก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
         ทำไมต้องกินอาหารเสริม  วิตามินที่นิยมกันมากคือสารในกลุ่มที่เรียกว่า แอนตี้ออกซิแดนต์  ได้แก่  วิตามินซี  วิตามินอี  และเบต้าแคโรทีน  ซึ่งเป็นสารอาหารที่พร้อมเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ  ซึ่งพบมากในแครอต  แคนตาลูป  มะเขือเทศ  และบร็อกโคลี่  โดยคนส่วนใหญ่เชื่อว่าสารแอนตี้ออกซิแดนต์จะช่วยในการขจัดอนุมูลอิสระที่เป็นตัวสร้างให้เกิดความเสื่อมขึ้นกับเซลล์เนื้อเยื่อและเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพตามมามากมาย  รวมทั้งอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งได้  โดยมีการค้นพบว่าอาหารที่อุดมด้วยเบต้าแคโรทีน  จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งที่ปอด  ลำไส้ใหญ่  ต่อมลูกหมาก  และปากมดลูก
         สาเหตุที่วิตามินและอาหารเสริมเป็นที่นิยมอย่างมากในขณะนี้  สาเหตุหลักมาจากปรากฏการณ์รักสุขภาพ  ที่หมายรวมถึงสุขภาพร่างกายและใจ  ยิ่งผลิตภัณฑ์ตัวไหนมีคนดังเป็นพรีเซ็นเตอร์สนับสนุนด้วยแล้ว  ยอดขายจะยิ่งพุ่งสูงขึ้นทันที  และดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ที่ชื่นชอบและหันมากินวิตามิน  แร่ธาตุ  และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นเป็นเพราะช่วยให้รู้สึกว่าเป็นการลดความเสี่ยงต่อโรคภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้  ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงต้องการกินวิตามิน  และพร้อมจะทดลองตัวใหม่ๆ  ต่อไป
กินเกินความจำเป็นหรือไม่   รายงานจากการวิจัยยืนยันว่าผู้ที่กินอาหารเสริมเป็นประจำมักจะกินอาหารที่มีวิตามินและเกลือแร่ในปริมาณที่เพียงพออยู่แล้ว  และมากกว่าผู้ไม่ได้กินอาหารเสริม  เนื่องจากผู้คนมักกังวลว่าจะไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอจากอาหารที่กินเป็นประจำ  ดังนั้นจึงเพิ่มสารอาหารด้วยการกินวิตามินรวม  เป็นไปได้ว่าทุกวันนี้นเราอาจบริโภคอาหารเสริมกันเกินความจำเป็น  เช่น การกินน้ำมันตับปลาชนิดที่เสริมด้วยวิตามินเอ  และวิตามินดี  หรือกินวิตามินอี ร่วมกับแร่ธาตุเสริมอีกหลายชนิดหรือสารสกัดจากชาเขียว  เป็นต้น

         นักโภชนาการไม่วิตกในเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจจะบริโภควิตามินและสารเสริมอาหารในจำนวนที่มากกว่าปริมาณที่กำหนดถึงร้อยละ 200 ในแต่ละวัน  แต่ในกรณีที่มากเกินกว่านั้นจะทำให้เรามีน้ำปัสสาวะที่ราคาแสนแพงทีเดียว  มีการศึกษาถึงการวัดปริมาณการขับถ่ายวิตามินซีในร่างกายพบว่า  ในปริมาณ 100 มิลลิกรัม  ร่างกายจะดูดซึมวิตามินซีไว้ได้ถึงร้อยละ 80  ในขณะที่ความสามารถในการดูดซึมอยู่ที่ร้อยละ 46 ต่อปริมาณ 1,000 มิลลิกรัม  โดยทั่วไปสภาวะของร่างกายจะจำกัดปริมาณการนำเข้าของสารอาหารต่างๆ  โดยธรรมชาติอยู่แล้ว  ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องบริโภคเกินกว่าความต้องการของร่างกาย
         ควรบริโภคอย่างไร   วิตามินที่ละลายในไขมันคือ  วิตามินเอ  ดี  อี  และเค  เป็นวิตามินที่ร่างกายสามารถสะสมในร่างกายได้  ควรกินร่วมกับอาหารที่มีไขมัน  หรือหลังอาหาร  เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ในปริมาณสูงสุด  แต่สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกที่จะกินในรูปของยาเม็ดหรือมีปัญหาเรื่องระบบย่อยหรือการดูดซึม  อาจหันมาใช้วิธีฉีด  หรือพ่นสเปรย์
         วิตามินเอ  ดี   และอี  ควรกินแค่วันละมื้อก็พอ  ส่วนวิตามินที่ละลายในน้ำอย่างเช่น  วิตามินบีรวม (ยกเว้นวิตามินบี 12)  และวิตามินซี  เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่อาจสะสมไว้ใช้ได้  สามารถกินได้ทุก 4-6 ชั่วโมง  หรือจะกินแค่วันละมื้อก็ได้  แต่ไม่ควรกินร่วมกับยาปฏิชีวนะ  และแอลกอฮอล์เพราะจะไปยับนั้งการดูดซึม  นอกจากนี้ความเครียดยังทำให้ร่างกายไม่อาจดูดซึมวิตามินประเภทนี้ไปใช้งานได้อีกด้วย  ควรคำนวณให้เหมาะสมกับปริมาณที่ร่างกายต้องการและไม่ควรกินเกินความจำเป็น  การกินวิตามินร่วมกันหลายๆ อย่างหรือเป็นระยะเวลานานๆ  อาจทำให้ได้รับวิตามินบางตัวมากเกินโดนไม่รู้ตัว  ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
         กินอย่างสมดุล  มีการค้นพบสารอาหารต่างๆ  มากกว่า 100 ชนิด  และกำลังถูกค้นพบมากขึ้นทุกวัน  ถึงแม้ว่าสารเหล่านี้จะไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตโดยตรง  แต่ก็มีผลให้การทำงานของร่างกายเป็นไปด้วยดี  และเป็นสิ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้  ดังนั้นการกินอาหารที่หลากหลาย  และได้สมดุลจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ได้วิตามิน  เกลือแร่  และสารอาหารกึ่งจำเป็นเหล่านี้ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย  เนื่องจากทั้งเส้นใยอาหาร  ไขมัน  โปรตีน  และเอนไซม์ต่างๆ  ในอาหารจะช่วยดูดซึมวิตามินได้อย่างดี  ในอาหารแต่ละมื้อ  หนึ่งในสามส่วนควรเป็นผักหรือผลไม้  อีกหนึ่งในสามควรเป็นอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต  ซึ่งอาจเป็นข้าว  ขนมปัง  อาหารประเภทเส้น  เช่น  ก๋วยเตี๋ยว  พาสต้า  สปาเกตตี้  เป็นต้น  สำหรับหนึ่งในสามส่วนสุดท้ายควรเป็นปลาหรือเนื้อสัตว์อื่นๆ  และทางที่ดีควรกินอาหารให้มีความหลากหลาย  จึงจะได้ประโยชน์มากกว่า
ปริมาณที่เหมาะสม   โดยทั่วไปสารหลักๆ  ที่ร่างกายต้องการพบได้ในอาหารต่างๆ  ที่เรากินอยู่ประจำ  ทั้งนี้องค์การอนามัยโลกร่วมกับองค์กรที่เกี่ยวข้องด้านโภชนาการได้ร่วมกันจัดทำรายงานเกี่ยวกับปริมาณวิตามินและเกลือแร่ที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันหรือที่เรียกว่า  RDA (Recommended  Daily  Allowance)  ซึ่งเป็นค่าแนะนำปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน


วิตามินเอ / RDA : ผู้หญิง  600 ไมโครกรัม   แม่ที่กำลังให้นมบุตร  950  ไมโครกรัม  ผู้ชาย 700 ไมโครกรัม
พบมากในส้ม  ผักผลไม้สีเหลืองและสีแดง  เช่น  แครอต  มะเขือเทศ  พริกไทยเหลือง  แคนตาลุป  แตงโม  มะม่วง  และแอปริคอต  และผักสีเขียวเข้ม  เรตินอลจากตับ  ผลิตภัณฑ์นม  วีส  และเนย

วิตามินดี / RDA : ควรได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ  ถ้าอยู่ในร่วทควรได้รับ  10 ไมโครกรัม  พบในน้ำมันตับปลา  ไข่แดง  มาร์การีน
วิตามินอี / RDA : ผู้หญิงอย่างน้อย  3 มิลลิกรัม   ผู้ชายอย่างน้อย  4 มิลลิกรัม  พบในน้ำมันพืช  ถั่วต่างๆ  เมล็ดพืช  เช่น  เมล็ดทานตะวัน  ธัญพืช
วิตามินเค/ RDA : 1 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม  มีมากในกะหล่ำปลี  ผักปวยเล้ง
วิตามินซี / RDA : 40 มิลลิกรัม  ผู้สูบบุหรี่อย่างน้อย  80 มิลลิกรัม  อยู่ในผลไม้สดต่างๆ  โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว  ผักสีเขียว  และมะเขือเทศ
กลุ่มวิตามินบี
-   ไธอามีน (วิตามินบี 1)/RDA :  ผู้หญิง  0.8 มิลลิกรัม   ผู้ชาย  1 มิลลิกรัม  มีมากในธัญพืช  ถั่วต่างๆ  และเมล็ดจากฝัก  ผักสีเขียว  และเนื้อหมู

-   ไรโบฟลาวิน (วิตามินบี 2  หรือที่เรียกว่าวิตามินจี)/RDA : ผู้หญิง  1.1  มิลลิกรัม   ผู้ชาย  1.3 มิลลิกรัม  พบมากในตับ  นม  ชีส  โยเกิร์ต  ไข่  ผักใบเขียว

-   ไนอาซิน (กรดนิโคตินซึ่งอยู่ในกลุ่มวิตามินบีรวม)/RDA : ผู้หญิง  13 มิลลิกรัม   ผู้ชาย  17 มิลลิกรัม  มีในตับ  เนื้อวัว  เนื้อหมู  เนื้อแกะ  และปลา

-   วิตามินบี 12/RDA : 1.5 ไมโครกรัม  มีมากในเครื่องในสัตว์  เนื้อวัว  รวมทั้งไข่และเนย   ( กรดโฟลิก)/RDA : 200 ไมโครกรัม  ผู้หญิงตั้งครรภ์  300 ไมโครกรัม (และอีก 400 ไมโครกรัมในช่วงตั้งครรภ์  12 สัปดาห์แรก)  มีมากในตับ  น้ำส้ม  บร็อกโคลี่  ผักปวยเล้ง

-   วิตามินบี 6/RDA : ผู้หญิง  1.2  มิลลิกรัม   ผู้ชาย  1.4  มิลลิกรัม  มีมากใน เนื้อวัว  และเนื้อสัตว์ปีก
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร   แม้จะมั่นใจว่าร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆ  อย่างเพียงพอแล้ว  แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ  ก็ยังเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และไม่ควรมองข้าม

น้ำมันปลา (Fish  Oils)   ประกอบด้วยโอเมก้า 3 สาร  EPA และ DHA  ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย  รวมทั้งโรคผิวหนังอักเสบ  และโรคผื่นแพ้ทางผิวหนังบางชนิด
นอกจากนี้น้ำมันปลายังมีผลต่อการป้องกันโรคหัวใจ  และปัญหาจากระบบประสาทผิดปกติอีกด้วย

ไอโซฟลาโวเนส  (Isoflavones)   ที่อยู่ในถั่วเหลืองจะมีคอเลสเตอรอลต่ำว่า  ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมผู้หญิงญี่ปุ่นและผู้หญิงจีนจะมีอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมต่ำ  โดยมีตัวเลขบ่งชี้ว่าได้รับไบโอฟลาโวเนสอย่างน้อยวันละ  20-560 มิลลิกรัม
สารสกัดใบแปะก๊วย  (Ginkgo  Biloba)  สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยมีผลในการกระตุ้นการทำงานของสมอง  ทำให้มีสมาธิดีขึ้น  ช่วยให้สมองตื่นตัวและความจำดีขึ้น
ไลโคปีน  (Lycopene)   สารแอนตี้ออกซิแดนต์ในมะเขือเทศช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่  ในช่องท้อง  และมะเร็งในช่องปาก  นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์  พบว่าผู้หญิงที่บริโภคอาหารที่มีส่วนผสมของสารนี้ในปริมาณมากอย่างน้อยวันละ  5 ครั้ง  จะช่วยยับยั้งการก่อตัวของมะเร็งปากมดลูกได้  ซึ่งการกินในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมจะยิ่งสะดวกกว่ากินมะเขือเทศวันละ  5 มื้อ

- school.net.th