youtube

Loading...

dubai

วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

คิดยังไงกับการอยู่ก่อนเเต่ง

ปฐมพงษ์  โพธิ์ประสิทธินันท์ 
หัวข้อนี้ เป็นอีกประเด็นที่นักศึกษาชอบถาม ความจริงผม อธิบายยาวเหยียดเป็นชั่วโมง แต่ในที่นี้จะกล่าวสั้นๆ เพื่อให้อ่านให้จบโดยใช้เวลาไม่มากนัก ทุกวันนี้ สังคมไทยเต็มไปด้วยสื่อ ามกอนาจาร ผู้หญิงผู้ชายต่างเติบโตมาภายใต้สิ่งยั่วยุ กิเลสตัณหาเป็นสิ่งที่มีอยู่ไม่จำกัดประมาณ เมื่อผู้ชายเริ่มคบผู้หญิงเป็นแฟน ก็อยากมีเพศสัมพันธ์ด้วย  
    Love ที่แปลว่ารักหรือความรักนั้น ถ้าเราสืบรากศัพท์จริงๆ ใน ภาษาตระกูลอินโดยุโรป มีรากศัพท์เดียวกับคำว่า โลภะ (lobha) ที่แปลว่าความอยากได้ เมื่อมนุษย์พูดกันว่า I love you ความหมายดั้งเดิมก็คือ ฉันอยากได้ตัวเธอมา(ระบายราคะ)ของฉัน' เหมือนๆ กับที่มนุษย์อยากได้เงินทองมาใช้สอยส่วนตัว หรืออยากได้เสื้อผ้าแพงๆ มาประดับตัวนั่นแหละ  วัตถุสิ่งของเหล่านี้ก็ล้วนแต่หามาเพื่อสนองโลภะส่วนตัวเท่านั้น  
    ในบาลีและสันสกฤต เรามีคำอีกคำที่บ่งถึงความรัก คือเมตตาหรือกรุณา แต่ในภาษายุโรป คำว่า love ถูกใช้ในความหมายหลายอย่าง เพราะเมื่อมนุษย์พัฒนาขึ้น ความรักก็ถูกขยายให้มีความหมายในแง่ดีด้วย ความรักจากคำว่า love จึงถูกตีความหมายไปต่างๆ นานา มีทั้งด้านบวก ด้านลบ  
    แต่ในสัญชาติญาณจริงๆ ของมนุษย์ทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่บอกว่ารักมีราคะตัณหาเจือปนอยู่ด้วย และเป็นการยากที่จะบอกว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหนในชีวิตจริง  บางคนถือว่าความรักกับเซ็กส์เป็นอันเดียวกัน บางคนบอกว่ารักกับเซ็กส์เป็นคนละเรื่อง คนที่รักกันไม่จำเป็น ต้องมีเซ็กส์กัน ฯลฯ คนเขาจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ ขณะนี้เราไม่ได้พยายามหาคำนิยามที่ถูกต้องว่ารักคืออะไร? เซ็กส์กับความรักคาบเกี่ยวหรือแยกกันได้หรือไม่? แต่เรากำลังพูดถึงสถานการณ์จริงว่าจะมีรักอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด  


    ผู้ชายเมื่อรักผู้หญิง (ไม่รู้จะรักจริงหรือรักลวง)ก็จะพยายามมีเพศสัมพันธ์ด้วย และผู้หญิงจำนวนมากก็ยอมพลีกายให้ทั้งที่อยู่วัยเรียน บางทีผู้ชายก็ใช้เทคนิคหลายอย่างเพื่อลวงผู้หญิง เช่น 
     1.แค่บอกว่ารักเธอคนเดียว ตามเอาอกเอาใจไปสักพักหนึ่ง ผู้หญิงก็ใจอ่อน ส่วนใหญ่ นักศึกษาที่อยู่ๆกันฉันผัวเมียตามหอพัก ก็จะเข้าสูตรนี้ 
    2.ผู้หญิงบางคนไม่ยอมง่ายๆ ผู้ชายต้องอ้างเรื่องแต่งงาน ขนาดพาไปรู้จักครอบครัว ผู้หญิงก็เกิด ความรู้สึกมั่นใจขึ้นแล้วก็ใจอ่อน 
    3.บางคนใจแข็ง ผู้ชายถึงขนาดหมั้นกันแล้ว ผู้หญิงถึงยอมใจอ่อน  
    แต่ไม่ว่าจะถึงระดับไหน ผู้หญิงทั้งสามข้อนี้มีสิทธิ์ถูกผู้ชายทิ้งได้ทั้งนั้น ถ้าผู้ชายเบื่อขึ้นมาและไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าเขาจะอยู่กับเธอตลอดไป (และผู้ชายก็มีสิทธิ์ถูกทิ้งได้เหมือนกันตามกฎอนิจจัง)  เราจึงได้ยินข่าวต่างๆ นานาว่าผู้หญิงกระโดดตึกตายบ้าง กระโดดสะพานบ้าง กินยานอนหลับเพื่อฆ่าตัวตายบ้าง ฯลฯ 
    สิ่งเหล่านี้ ควรเป็นบทเรียนให้ผู้หญิงรู้จักรอบคอบในการตัดสินใจ ผู้หญิงที่เคยฆ่าตัวตายในอดีตจะได้ไม่ตายปล่าว  ผู้หญิงที่ถูกทิ้งอย่างทรมานหลังจากมีเพศสัมพันธ์กันแล้วมีมากมายนัก โบราณถึงมีคำสอนตกผลึกให้ถึงเวลาเหมาะสมก่อนค่อยเลือกคู่ เพราะแม้หญิงจะมีมารยาร้อยแปด  แต่ผู้ชายก็มีร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม การที่เพิ่งเรียนมัธยมหรือเพิ่งเป็นนักศึกษา ก็ตัดสินใจมีแฟน สายตาที่มองผู้ชายอาจไม่รัดกุมพอ ไม่เพียงอาจไม่ทันเล่ห์เหลี่ยม ยังอาจด่วนตัดสินใจผิดพลาดได้ และจะกระทบชีวิตการศึกษาและส่งผลเสียต่อครอบครัวได้ หลายๆ ครอบครัว พ่อแม่ยากจน การศึกษาของลูกสาวคืออนาคต เมื่อลูกสาวมาพลาดท่าเสียทีก็พลอยทำให้ชีวิตที่วาดฝันไว้ว่าต้องดีในอนาคตต้องมาเซหรือสะดุด  พ่อแม่ก็พลอยเป็นทุกข์เสียใจไปด้วย 
    แต่ถ้ามีการศึกษาพร้อม รู้จักโลกมากพอควร รู้จักเล่ห์เหลี่ยมผู้ชาย รู้จักแยกแยะคนดีและคนไม่ดีอย่างเพียงพอแล้วค่อยตัดสินใจก็จะรัดกุมและปลอดภัยแก่ตัวเองมากขึ้น พึงจำคำโบราณให้ขึ้นใจว่าความอดทนนั้นทรมานแต่ผลของมันหวานชื่น ทำให้ผู้ที่อดทนมีความสุขในบั้นปลายเสมอ  เหตุดังนี้ โบราณจึงสอนมิให้ ชิงสุกก่อนห่าม' บ้าง ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม' บ้าง ฯลฯ ภาษิตเหล่านี้ล้วนเกิดจาก ประสบการณ์จริงที่ผู้หญิงในอดีตเคยประสบมาก่อนทั้งนั้น   
    สรุปได้ว่าถ้าผู้หญิงผู้ชายต่างเป็นแฟนกัน มีเพศสัมพันธ์และยินดีที่จะทิ้งหรือถูกทิ้งไปเรื่อยๆ ทางพระพุทธ ศาสนาถือว่าเธอและเขาทั้งคู่ไม่สำรวมในกาม ไม่รักษาพรหมจรรย์ (โปรดดูหัวข้อว่าด้วยพรหม จรรย์) คำถามก็คือเธอจะอยู่กับผู้ชาย  และได้เสียกับเขากี่คนถึงจะได้แต่งงานกันเป็นฝังเป็นฝาเสียที? เพราะผู้หญิงและผู้ชายที่ใช้ชีวิตแบบนี้ ไม่ใช่วิถีชีวิตแบบชาวพุทธที่ดีแน่นอน 
    บางคนพยายามคิดว่าการรักนวลสงวนตัวเป็นความคิดในแนวอนุรักษ์นิยม  (conservative) ส่วนการอยู่ก่อนแต่งเป็นแนวก้าวหน้านิยม (progressive) หรือทันสมัยนิยม (modern trend) ผู้ชายที่อยากมีเพศสัมพันธ์กับแฟนตัวเองก็พยายามโน้มน้าวว่าใครๆ ก็ทำกันทั้งนั้น  แต่ในความเป็นจริง การรักษาพรหมจรรย์หรือการรักนวลสงวนตัว เป็นการใช้ชีวิตบนพื้นฐานปรัชญาพุทธ คือการอยู่บนพื้นฐานของศีล, สมาธิและปัญญา พระพุทธเจ้าทรงสอนทั้งผู้หญิงผู้ชาย ศัพท์เฉพาะทางภาษาบาลีเรียกกันว่ากามสังวร  
    คำสอนที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นสัจธรรม ไม่เกี่ยวข้องกับกาลเวลาว่าจะทันสมัยหรือล้าสมัย คำว่าทันสมัยหรือล้าสมัยเกิดจากการที่เราเอาวัตถุที่มนุษย์สร้างมาเป็นตัววัด เช่น สมัยศตวรรษที่ 21 ตึกราม บ้านช่องย่อมพัฒนาสูงกว่าสมัยศตวรรษที่ 17-18 ดังนั้น คำว่าทันสมัยและล้าสมัย จึงถูกสร้างขึ้น แต่คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นสัจธรรม อยู่เหนือทวิภาวะว่าอนุรักษ์นิยมและก้าวหน้านิยม ถ้าจะมีทวิภาวะก็จะมีแค่ สิ่งใดดี' กับ สิ่งใดชั่ว' ซึ่งมีให้เห็นได้ทุกยุคสมัยมากกว่า พฤติกรรมใดเป็นความชั่วก็จะให้ผลชั่ว พฤติกรรมใดเป็นความดีก็จะให้ผลที่ดี และจะเป็นเช่นนี้ไปทุกกาลสมัย จำเป็นอะไรถ้าคนอื่นจะเมามายตามกระแสโลก มีจิตใจต่ำลงและตกนรกในภพหน้าแล้วเราต้องมัวเมาตัวเองให้ตกต่ำตามไปด้วย 
    ถ้าจะเป็นอะไรสักอย่าง พระพุทธศาสนาก็เป็นสัจนิยมในแง่ที่ว่าชีวิตที่มีพื้นฐานอยู่กับปรัชญาที่ดีงาม ย่อมจะมีผลเป็นสุขทั้งในปัจจุบันชาติและอนาคตชาติ ชายหญิงที่รู้จักรักนวลสงวนตัวก็ย่อมแต่งตัวมิดชิด มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งแตกต่างจากการแต่งกายยั่วยุหรือโป๊เปลือยนั่นแหละ ชาวพุทธแท้ย่อมไม่ส่งเสริมการแต่งตัวโป๊เปลือย ชาวพุทธแท้ย่อมไม่จัดพิมพ์ปฏิทินปลุกใจเสือป่า ชาวพุทธแท้ย่อมไม่มอมเมาชาวบ้านด้วยเครื่องดองของเมา  พวกที่ทำสิ่งเหล่านี้สักแต่เป็นชาวพุทธในนามเท่านั้น เป็นตัวแทนพระพุทธศาสนาหรือเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทั้งชายและหญิงรู้จักแต่งตัวให้เรียบร้อยตามกาละและเทสะ   การแต่งกายที่เรียบร้อยทั้งชายและหญิงเป็นอภิสมาจาร (มารยาทที่ดี) ของชาวพุทธเพราะเป็นการแต่งกายที่อยู่บนพื้นฐานของศีล, สมาธิและปัญญา   
    ถามว่าเพราะเหตุใดต้องเอาศีล, สมาธิและปัญญามาเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตประจำ? คำตอบก็คือเรามีความเชื่อว่าศีล, สมาธิและปัญญาจะทำให้เราไปเกิดในภพภูมิที่ดีในอนาคตชาติ  
    ชาวพุทธเชื่อในกฎแห่งกรรม  ชาวพุทธเชื่อว่าชาติหน้ามีจริง แต่กระแสสังคมสมัยใหม่ มาจากประเทศตะวันตกซึ่งเป็นวัตถุนิยม จึงตกอยู่ภายใต้กระแสปรัชญาวัตถุนิยมซึ่งไม่เชื่อว่ากฎแห่งกรรมมีจริง ไม่เชื่อว่าภพหน้ามีจริง 
    เมืองไทยได้พัฒนาจิตนิยมมาสูงพอแล้ว ทำไมจะต้องเอนเอียงไปตามกระแสสังคมวัตถุนิยมแบบฝรั่งซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิและด้อยพัฒนาในด้านจิตนิยม?

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อาหารขยะไม่มีคุณค่าทางอาหารเลยหรือ

ส่วนตัวบ้านเรานะครับ ไม่ต้องบ้านเราหรอกครับ เมืองไทยนี่เเหละครับ คิดว่าอาหารพวกนี้มีค่ากินเเล้วมีประโยชน์ ตอนเเรกผมก็งงนะครับ ว่า ทำไมไม่มีคุณค่าเลย เเต่ อย่างที่หลายๆคนรู้ครับ อาหารขยะเนี่ยมีเเต่พลังงานอย่างเดียว คือกินเเล้วหมดไป เเต่อาหารที่ไม่ใช่อาหารขยะอย่าง สเต็ก อะไรพวกนี้กินไปเเล้วนอกจากให้พลังงานเเล้วยังมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วยครับ เอาละซิงง งง อะดิ ผมเองยังงงเลยเนี่ย ยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับอย่างไก่ทอด kfc เนี่ย เค้าคัดเเต่ เนื้อไก่เเละเอามาทอดกับน้ำมันสรุปง่ายๆ ครับกินเเต่น้ำมันอย่างเดียวส่วน เเมค นะครับ เค้าก็ใช้วัตถุดิบที่เหลือเดนจริงๆ เท่านั้นครับเอามาปรุงเพื่อให้ได้ราคาต่ำที่สุดเท่าที่จะต่ำได้ครับ เเต่จากบทความของผมเเล้วอาจจะงงกันนะครับ ลองไปอ่านบทความนี้ดีกว่านะครับ
วันนี้ สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก เต็มไปด้วยการแข่งขัน เร่งรีบประกอบกับการโฆษณา ยุคโลกาภิวัฒน์ในสหัสวรรษใหม่ ข้อมูลข่าวสารไหลมาตามช่องทางต่างๆ ถึงตัวผู้บริโภคได้รวดเร็ว จนบางครั้ง ไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำไป ที่สำคัญ เชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ไม่มีใครพิสูจน์จนกว่าจะได้ลองเอง


วิถี ชีวิตและพฤติกรรม ที่เปลี่ยนไปของคนเมือง ทำให้ต้องฝากปากท้อง กับอาหารสำเร็จรูป และอาหารจานด่วน ซึ่งส่วนมาก จะมาในรูปอาหารตะวันตก ประเภทสะดวก เร็ว อิ่ม (แต่แพง) เพราะซื้อหาได้ทั่วไป ถูกปากคนรุ่นใหม่ ใส่บรรจุภัณฑ์เก๋ไก๋ พกพาไปได้ทั่ว รับประทานได้ทุกที่

คำว่า Junk Food เป็นศัพท์แสลงของ อาหารที่มีสารอาหารจำกัด หรือที่เรียกกันว่า อาหารขยะ อาหารไร้ประโยชน์ อาหาร ที่นักโภชนาการ ไม่เคยแนะนำ อะไรทำนองนี้ แต่ขึ้นชื่อว่า Junk Food จะต้องประกอบด้วยสารอาหาร ที่ให้พลังงานเป็นส่วนใหญ่ เช่น น้ำตาล ไขมัน แป้ง และมีส่วนประกอบโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ น้อยมาก ตัวอย่างเช่น ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม รสหวาน ลูกอม หมากฝรั่ง ขนมหวานทุกชนิด อาหารทอด อาหารจานด่วนบางชนิด และน้ำอัดลม หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Empty Calorie มีความหมายว่า ไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์เลย เทียบกับอาหารไทย โดยพื้นฐานแล้ว ในหนึ่งจานให้คุณค่าหลากหลาย ไขมันต่ำกว่า อุดมด้วยสมุนไพร ที่เป็นคุณต่อสุขภาพ แต่ด้วยความเร่งรัดของวิถีชีวิต ทำให้คนไม่มีเวลาเลือกหา และไม่ยอมเสียเวลา ปรุงอาหารรับประทานเอง อย่างน้อยหนึ่งมื้อ ในหนึ่งวันของใครหลายคน จึงเลือก Junk Food เป็นทางออก ขณะเดียวกัน ก็ยอมเสียสตางค์แพงๆ เลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มาเติมเต็มทดแทน ส่วนที่ขาดหายไป …ถ้าคนไทยไม่รู้จักแฮมเบอร์เกอร์ เฟรนซ์ฟราย พิซซ่า แต่ยังคงกินน้ำพริกปลาทู ข้าวกล้อง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง แกงส้ม… โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เบาหวาน และ อื่นๆ อีกมากมาย ก็ไม่น่าจะเจอในคนอายุน้อยๆ เหมือนที่พบมากในปัจจุบัน ที่สำคัญ เงินทองไม่รั่วไหล ออกนอกประเทศ จำนวนมหาศาลต่อปี

Junk Food ส่วนใหญ่ จะให้พลังงานที่ได้มาจาก ส่วนประกอบ 3 อันดับแรกคือ น้ำตาล ไขมัน และแป้ง ดังนั้น ต้องพิจารณาให้ดี อาหารสำเร็จรูปบางชนิด จะมีฉลากโภชนาการแจ้งให้ทราบ

อาหาร Junk Food ยอดนิยม ยังขาดสารอาหาร ที่มีความจำเป็นต่อการทำงาน ของร่างกายอยู่หลายชนิด และในทางตรงกันข้าม ก็มีพลังงานหรือสารอาหารบางตัว ที่ยังไม่สมดุลกับความต้องการ การดูแลสุขภาพร่างกาย ให้พร้อมสำหรับชีวิตประจำวัน เพื่อให้ร่างกายมี ความสมบูรณ์ และแข็งแรงในรูปแบบง่ายๆ ซึ่งเราๆ ท่านๆ ท่องจำขึ้นใจ เป็นเสียงเดียวกันว่า หนึ่ง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สอง รับประทานอาหาร ให้ถูกหลักโภชนาการ และสาม พักผ่อนให้เพียงพอ แต่ถามว่ามีสักกี่คนที่ปฏิบัติทั้ง 3 ข้อนี้ได้อย่างแท้จริง

ภญ.ผศ.ดนิตา ภาณุจรัส
ภาควิชาเภสัชกรรมชุมชน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

แหล่งข้อมูล : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การบริการแมคโดนัลด์ไทย

โดยส่วนตัวนะครับ การบริการของแมคโดนัลด์ไทยนี่ดีมากครับ เเต่อยากให้ปรับปรุงในส่วนเรื่อง บรรจุภัณฑ์หน่อยครับ อย่างคนสั่ง bigmag เนี่ยอยากให้ห่อด้วยกระดาษครับการที่คุณใส่กล่องมาให้เนี่ยมันทำให้ตอนกินมันเลอะมือมากมายครับ ถ้าไปกินที่บ้านเนี่ยไม่เท่าไหร่หรอกครับ เพราะเต็มที่อยู่เเล้วครับ


เเต่ไปกินที่ร้านี้อะดิเลอะไปหมดเลยครับ อย่างกับคนกินส้มตำเเหนะครับ อยากให้ปรับปรุงครับ เเต่เดี๋ยวต้องบอกว่าเเม็คนี่เเพงขึ้นมากเลยนะครับ สมัยก่อนเพิ่มเงิน ราคาไม่เกิน 119 บาทเดี๋ยวนี้ ปาไป 145 บาทเลยครับ ถ้าเเพงกว่านี้ไม่รู้ว่าไปกิน kfc จะคุ้มกว่าหรือเปล่านะครับ เพราะ 145เนี่ยปริมาณเยอะกว่ามากครับ  เเต่สาขาที่เมเจอร์ปิ่นนี่ดีนะครับเพราะ มีการเอาไปส่งที่โต๊ะให้ด้วยนะครับ เเละ เวลามาหลายคนยังออกไปเมนูให้อีกต่างหากครับ เเต่รายการน้อยไปหน่อยครับ อยากให้มีรายการมากกว่านี้เหมือนที่อเมริกาหนะครับ เค้ามีรายการอาหารมากกว่านี้มากมายเลยครับ เเละ คุณจะขายดีกว่านี้ครับ

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เขาพระวิหารเป็นของใครกันเเน่

เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต  

บทความจาก www.kapook.com

          กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ให้พูดถึงไม่รู้จบจริงๆ สำหรับ "เขาพระวิหาร" หรือ "ปราสาทเขาพระวิหาร" จนทำให้หลายๆ คนอยากรู้ประวัติ ว่า "เขาพระวิหาร" แห่งนี้มีความเป็นมาอย่างไร และกำลังกลายเป็นว่าที่มรดกโลกได้อย่างไร…? แล้วไทยกับกัมพูชามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับประวัติศาสตร์เขาพระวิหารแห่งนี้…วันนี้เรามีคำตอบมาเฉลยค่ะ และจะพาย้อนตำนานไปศึกษาประวัติเขาพระวิหารกัน ... อย่ารอช้ารีบตามเข้ามาเลยค่ะ
          เขาพระวิหาร หรือที่หลายๆ คนรู้จักในนาม "ปราสาทเขาพระวิหาร" (Prasat Preah Vihear) และที่ประเทศกัมพูชาเรียกขานว่า "เปรี๊ยะวิเฮียร์" เป็นปราสาทหินตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ในพื้นที่ทับซ้อนชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างบ้านสรายจร็อม อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร ของประเทศกัมพูชา และบ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ใกล้ๆ กับอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร 
          เขาพระวิหาร เป็นบริเวณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนพื้นเมืองสมัยก่อน ในกษัตริย์ชัยวรมันที่ 2 ได้กำหนดเขตบริเวณนี้และเรียกชื่อว่า "ภวาลัย" ภายหลังปรากฏชื่อในจารึกภาษาสันสกฤตว่า "ศรีศิขรีศวร" หมายความว่า "ผู้เป็นใหญ่แห่งภูเขาอันประเสริฐ" ตั้งอยู่บนยอดเขาในเทือกเขาพนมดงรัก ตามแนวเส้นกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา จากหลักฐานต่างๆ คาดว่าสร้างในปี พ.ศ.1432-1443 ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เพื่อใช้เป็นสถานที่สักการะตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ โดยสมมติให้เปรียบเสมือน "เขาพระสุเมรุ" (ศูนย์กลางของจักรวาล) โดยการสร้างนั้นก็มีเหตุผลในการรวบรวมอำนาจและความเชื่อของคนในละแวกนั้นเข้าด้วยกัน เพราะในอดีตแถบนั้นมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่รวมกัน พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จึงโปรดให้สร้างเขาพระวิหารขึ้น เพื่อเป็นจุดยึดเหนี่ยวและศูนย์รวมจิตใจของ ชาวบ้านซึ่งจะทำให้การปกครองง่ายขึ้นด้วย


ปราสาทเขาพระวิหาร
          "ปราสาทเขาพระวิหาร" หรือ "ปราสาทพระวิหาร" เป็นโบราณสถานที่มีความงดงาม โดดเด่นอยู่เหนือเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งกั้นพรมแดน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชามีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 657 เมตร ปราสาทเขาพระวิหารเป็นเสมือนเทพสถิตย์บนขุนเขาหรือ "ศรีศิขเรศร" เป็น "เพชรยอดมงกุฎ" ขององค์ศิวะเทพ (พระอิศวร) ตั้งโดดเด่นอยู่บนยอดเทือกเขาพนมดงรัก มีความยาว 800 เมตร ตามแนวเหนือใต้ ส่วนใหญ่เป็นทางเข้ายาวและบันไดสูงถึงยอดเขา จนถึงส่วนปราสาทประธาน ซึ่งอยู่ที่ยอดเขาทางใต้สุดของปราสาท (สูง 120 เมตรจากปลายตอนเหนือสุดของปราสาท, 525 เมตรจากพื้นราบของกัมพูชา และ 657 เมตรจากระดับ)

          ปราสาทเขาพระวิหารประกอบด้วยหมู่เทวาลัยและปราสาทหินจำนวนมาก ทั้งหมดสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะ ซึ่งเทวาลัยหรือปราสาทหินแห่งแรกสร้างขึ้น เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซากปรักหักพังของเทวาลัยที่เหลืออยู่ มีอายุตั้งแต่สมัยเกาะแกร์ ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10 ครั้น และปราสาทเขาพระวิหารเป็นสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของบรรพชนของ "ขะแมร์กัมพูชา" (ขอม) แต่โบราณ ที่อาศัยอยู่ทั้งในกัมพูชาปัจจุบัน และในภาคอีสานของเรา ขะแมร์กัมพูชา เป็นชนชาติที่มีความสามารถยิ่งในการสร้าง "ปราสาท" ด้วยหินทรายและศิลาแลง ซึ่งขะแมร์กัมพูชาก่อสร้างปราสาทบนเขาพระวิหารติดต่อกันมายาวหลายรัชสมัย กว่า 300 ปี ตั้งแต่กษัตริย์ "ยโสวรมันที่ 1" ถึง "สุริยวรมันที่ 1" เรื่อยมาจน "ชัยวรมันที่ 5-6" จนกระทั่งท้ายสุด "สุริยวรมันที่ 2" และ "ชัยวรมันที่ 7" จากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 (หรือจากพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 หรือก่อนสมัยสุโขทัย 300 ปีนั่นเอง) 
          ทางเข้าสู่ปราสาทประธานนั้น มีโคปุระ (ซุ้มประตู) คั่นอยู่ 5 ชั้น (โคปุระชั้นที่ 5 จึงเป็นส่วนที่ผู้เข้าชมจะพบเป็นส่วนแรก) โคปุระแต่ละชั้นก่อนถึงลานด้านหน้าจะผ่านบันไดหลายขั้น โคปุระแต่ละชั้นจึงเปลี่ยนระดับความสูงทีละช่วง นอกจากนี้โคปะรุยังบังมิให้ผู้ชมเห็นส่วนถัดไปของปราสาท จนกว่าจะผ่านทะลุแต่ละช่วงไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถแลเห็นโครงสร้างปราสาททั้งหมดจากมุมใดมุมหนึ่งได้

          เดิมทีปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตการปกครองของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับบ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ (ค.ศ.1899, ร.ศ.-118) และเมื่อ พ.ศ. 2442 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ได้เสด็จไปยังปราสาทแห่งนี้ และทรงขนานนามว่า "ปราสาทพรหมวิหาร" ซึ่งต่อมาเรียกกันทั่วไปว่า "ปราสาทพระวิหาร" ซึ่งพระองค์ได้จารึก ร.ศ. และพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดีว่า 118 สรรพสิทธิ 

          ต่อมาเมื่อปี 2450 จักรวรรดินิยมฝรั่งเศส (ปกครองเขมรขณะนั้น) อาศัยแสนยานุภาพทางทหารบีบให้รัฐบาลสยาม (ไทย) ยอมเขียนแผนที่กำหนดให้เขาพระวิหารอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ในการทำสนธิสัญญาเพิ่มเติม รัฐบาลสยามก็ยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศษสร้างขึ้นมาแต่โดยดีโดยมิได้ทักท้วง (ซึ่งแต่เดิมถ้าแบ่งตามสันปันน้ำเทือกเขาพนมดงรัก เขาพระวิหารจะอยู่ในฝั่งไทยแต่พอแบ่งตามแผนที่ใหม่ของปี 1907จะอยู่ในฝั่งกัมพูชา) อาจจะเป็นเพราะฝรั่งเศสเป็นมหาอำนาจอยู่ในขณะนั้น และคนไทยก็ยังสามารถเข้าไปยังปราสาทเขาพระวิหารได้โดยง่าย 

          ทั้งๆ ที่ไม่ว่าจะตามสนธิสัญญาเดิม พ.ศ.2447 หรือตามสภาพภูมิศาสตร์ กำหนดให้อยู่ในดินแดนของไทยอย่างชัดเจน จนวันที่ 6 ตุลาคม 2502 รัฐบาลเจ้านโรดมสีหนุแห่งกัมพูชา ภายใต้การหนุนหลังของฝรั่งเศส ได้ยื่นฟ้องต่อศาลโลก ขอให้ไทยถอนกองกำลังทหารออกจากเขาพระวิหาร และขอให้ศาลชี้ขาดว่าอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารคืน (ยื่นฟ้องทั้งหมด 73 ครั้ง) ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกได้ตัดสินให้อธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชา ด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 เสียง โดยบริเวณดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่


เขาพระวิหาร


ลักษณะสำคัญของปราสาทเขาพระวิหารจะประกอบด้วย...
          1. บันไดดินด้านหน้าของปราสาท ซึ่งบันไดดินด้านหน้าเป็นทางเดินขึ้นลงขนาดใหญ่ อยู่ทางทิศเหนือของตัวปราสาท ลาดตามไหล่เขา บางชั้นสกัดหินลงไปในภูเขา มีขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 75.50 เมตร มีจำนวน162 ขั้น สองข้างบันไดมีฐานสี่เหลี่ยมตั้งเป็นกระพัก (กระพักแปลว่า ไหล่เขาเป็นชั้นพอพักได้) ขนาดใหญ่เรียงรายขึ้นไป ใช้สำหรับตั้งรูปสิงห์ทวาร-บาล (ทะ-วา-ละ-บาน) เพื่อเฝ้าดูแลรักษาเส้นทาง

         2. สะพานนาคราช หรือ ลานนาคราช อยู่ทางทิศใต้ของบันไดหินด้านหน้า ปูด้วยแผ่นหินเรียบ มีขนาดกว้าง 7 เมตร ยาว 31.80 เมตร สองข้างสะพานนาคราชสร้างเป็นฐานเตี้ยๆ บนฐานมีนาคราช 7 เศียร จำนวน 2 ตัว แผ่พังพานหันหน้าไปทางทิศเหนือ ลำตัวอยู่บนฐานทั้งสอง ทอดไปทางทิศใต้ ส่วนหางของนาคราชชูขึ้นเล็กน้อย นาคราชทั้งสองตัวเป็นนาคราชที่ยังไม่มีรัศมีเข้ามา ประกอบมีลักษณะคล้ายๆ งูตามธรรมชาติ เป็นลักษณะของนาคราชในศิลปะขอม แบบปาปวน

3. โคปุระ (ซุ้มประตู)ชั้นที่ 5 จะมีภาพวาดโดยปามังติเอร์อยู่ สร้างเป็นศาลาจตุรมุข รูปทรงกากบาทไม่มีฝาผนังกั้น มีแต่บันไดและซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ สร้างอยู่บนฐานบัวสี่เหลี่ยมย่อมุม ฐานสูง 1.8 เมตร บันไดหน้าประตูซุ้มทั้ง 4 ทิศตั้งรูปสิงห์นั่ง เสาโคปุระสูง 3.5 เมตร เป็นศิลปะแบบเกาะแกร์ ยังมีร่องรอยสีแดงที่เคยประดับตกแต่งตัวปราสาทเอาไว้ แต่ส่วนหลังคากระเบื้องนั้นหายไปหมดแล้ว บันไดทางขึ้นโคปุระ ชั้นที่ 5 อยู่ทางทิศเหนือ เป็นบันไดหินมีลักษณะค่อนข้างชัน ทางทิศตะวันออกของโคปุระชั้นที่ 5 มีเส้นทางขึ้นคล้ายบันไดหน้าแต่ค่อนข้างชัน และชำรุดหลายตอน ยาว 340 เมตรถึงไหล่เขา 

          4. โคปุระ (ซุ้มประตู)ชั้นที่ 4(ปราสาทหลังที่ 2) จะภาพของการกวนเกษียณสมุทร ณ เขาพระวิหาร ถือเป็น "หนึ่งในผลงานชิ้นเอกอุของปราสาทเขาพระวิหาร" ทับหลังเป็นภาพของพระนารายณ์บรรทมสินธุ์อยู่เหนืออนันตนาคราช ซึ่งทางดำเนินจากโคปุระ ชั้นที่ 5 มาเป็นลานหินกว้างประมาณ 7 เมตร สองข้างจะมีเสานางเรียงตั้งอยู่ทั้งสองด้าน แต่ก็มีปรักหักพังไปมาก โคปุระชั้นที่ 4 สร้างเป็นศาลาจตุรมุข มีกำแพงด้านทิศใต้เพียงด้านเดียว ยาว 39 เมตรจากตะวันออกไปตะวันตก กว้าง 29.5 เมตร จากเหนือไปใต้ เป็นศิลปะสมัยหลังโคปุระ ชั้นที่ 5 คือ แคลง/บาปวน ด้านนอกตั้งรูปสิงห์ หน้าบันเป็นภาพของการกวนเกษียณสมุทร 

          5. โคปุระ (ซุ้มประตู) ชั้นที่ 3 (ปราสาทหลังที่ 1) เป็นโคปุระหลังที่ใหญ่โตมโหฬารที่ยังสมบูรณ์ที่สุด ลักษณะการสร้างคล้ายกับ โคปุระ ชั้นที่ 1 และ 2 แต่ผิดตรงที่มีฝาผนังกั้นล้อมรอบความใหญ่โตมากกว่า และขนาบด้วยห้องสองห้อง ตัวปราสาทประธานนั้นสามารถผ่านเข้าไปทางลานด้านหน้า บันไดกว้าง 3.6 เมตร สูง 6 เมตร สองข้างมีฐานตั้งรูปสิงห์นั่ง 5 กระพัก มุขเหนือหน้าบันเป็นรูปพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ ทับหลังเป็นรูปพระนารายณ์ 4 กรทรงครุฑ และจากโคปุระชั้นที่ 3 มีบันได 7 ขั้นขึ้นไปสู่ถนนที่ยาว 34 เมตร มีเสานางเรียงปักรายข้างถนน ข้างละ 9 ต้น ถัดจากเสานางเรียงไปเป็นสะพานนาค 7 เศียร

         6. โคปุระ (ซุ้มประตู) ชั้นที่ 2 สร้างเป็นศาลาจตุรมุข มีกำแพงด้านทิศใต้เพียงด้านเดียวอยู่บนไหล่เขาทางทิศเหนือของโคปุระชั้นที่ 2 บริเวณพื้นราบของเส้นทางดำเนินและสองข้างทางขึ้นลงของบันได จะพบรอยสกัดลงในพื้นศิลามีลักษณะเป็นหลุมกลมๆ สำหรับใส่เสาเพื่อทำเป็นปะรำพิธี โดยมีประธานในพิธีนั่งอยู่ในปะรำพิธีเพื่อดูการร่ายรำบนเส้นทางดำเนิน กรอบประตูห้องมีจารึกอักษรขอมระบุบปีศักราชตกอยู่ในสมัยพระเจ้าสุรยวรมันที่ 1 ด้านหน้ามนเทียรมีบันไดตรงกับประตูซุ้มทั้ง 3 ประตู และมีชานต่อไปยังเฉลียงซ้ายและขวา ที่สนามด้านหน้ามีภาพจำหลักตกหล่นอยู่หลายชิ้น เช่น รูปกษัตริย์กำลังหลั่งน้ำทักษิโณฑกแก่พราหมณ์ 

         7. โคปุระ (ซุ้มประตู) ชั้นที่ 1 สร้างเป็นศาลาจตุรมุข รูปทรงกากบาทไม่มีฝาผนังกั้น มีแต่บันไดและซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ สร้างอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม-ย่อมุม บันไดทางขึ้นโคปุระ ชั้นที่ 1 ทางทิศเหนือ เป็นบันไดหินมีลักษณะค่อนข้างชัน เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าการที่จะเข้าเฝ้าเทพนั้น จะไปด้วยอาการเคารพนพนอบในลักษณะหมอบคลานเข้าไป ทางทิศตะวันออกมีเส้นทางขึ้นคล้ายบันไดหน้าแต่ค่อนข้างชัน และชำรุดหลายตอนเป็นเส้นทางขึ้นลง ไปสู่ประเทศกัมพูชา เรียกว่า "ช่องบันไดหัก"

          8. สระสรง จะอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของทางดำเนินห่างออกไป 12.40 เมตร จะพบสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดกว้าง 16.8 เมตร ยาว 37.80 เมตร กรุด้วยท่อนหินเป็นชั้นๆ มีลักษณะเป็นขั้นบันได เรียกว่าสระสรงกล่าวกันว่าใช้สำหรับเป็นที่ชำระร่างกายก่อนที่จะกระทำพิธีทางศาสนา
9. เป้ยตาดี เป้ยเป็นภาษาเขมร ซึ่งแปลว่า ชะง่อนผาหรือโพงผา ตามคำบอกเล่าว่านานมาแล้วมีพระภิกษุชรารูปหนึ่งชื่อ "ดี" จาริกมาปลูกเพิงพำนักอยู่ที่นี่จนมรณภาพไป ชาวบ้านจึงเรียกลานหินนี้ว่า "เป้ยตาดี" ซึ่งบริเวณตรงยอดเป้ยตาดีสูงกว่าระดับน้ำทะเล 657 เมตร ถ้าวัดจากพื้นที่เชิงเขาพื้นราบฝั่งประเทศกัมพูชาสูงประมาณ 447 เมตร ตรงชะง่อนผาเป้ยตาดี จะมีรอยสักพระหัตย์ของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ว่า 118-สรรพสิทธิ แต่ก่อนมีธงไตรรงค์ของไทยอยู่ที่บริเวณผาเป้ยตาดี ในปัจจุบันคงเหลือแต่ฐานไตรรงค์ 

เป้ยตาดี

          ปราสาทเขาพระวิหารนับได้ว่าเป็นปราสาทขอมที่สำคัญแห่งหนึ่ง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์การก่อสร้างเทวสถานของฮินดู และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทั้งของไทยและกัมพูชาอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร มีเนื้อที่ 81,250 ไร่ และได้ประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 115 ตอนที่ 14 ก ลงวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2541 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 83 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของไทย

         อย่างไรก็ตาม เรื่องราวการเสนอให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ก็ยังเป็นข้อกังขาของคนไทยหลายๆ คน เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา กลายเป็นประเด็นท็อปฮิตในขณะนี้ และล่าสุดศาลปกครองกลาง ยังได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับมติคณะรัฐมนตรี ที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรี ได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทย-กัมพูชา ในการที่กัมพูชาจะขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ซึ่งบทสรุปเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้นเราคนไทยคงต้องติดตามกันค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

NGP หรือ NEXT GEN PORTABLE เครื่องเกมส์พกพาตัวใหม่ของ sony

บทความจาก www.manager.co.th หลังจากบริษัทโซนี่ คอมพิวเตอร์ เอนเตอร์เทนเมนต์นำเสนอเครื่องเล่นเกมพกประจำกายตัวใหม่ที่ใช้ชื่อโค้ดเนมว่า “NGP” หรือ Next Generation Portable เมื่อวานนี้ (27ม.ค.)ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นไปหมาดๆ แน่นอนว่ามันย่อมมีประเด็นรายละเอียดอื่นๆที่ตกหล่นหรือชวนให้สงสัยกัน เราไปลองตามเก็บกันเลยดีกว่า [ใครที่พลาดข่าวสามารถย้อนกลับไปอ่านของเก่าได้ที่นี่]      












        หนึ่งในช่องทางที่จะทราบข้อมูลเพิ่มเติมลึกๆของเจ้า NGP จอทัชสกรีน OLED ขนาด5 นิ้ว คงหนีไม่พ้นการไปตามสัมภาษณ์เหล่าผู้บริหารใหญ่จากค่ายโซนี่ เริ่มกันที่ “ชูเฮย์ โยชิดะ”หัวหน้าผู้คุมสตูดิโอพัฒนาเกมทั่วโลกของโซนี่ที่มาเปิดเผยว่า NGP มีความใกล้เคียงกับเครื่องเกมรุ่นใหญ่อย่าง PS3 มากขึ้น ระยะห่างมันมากกว่า PSP กับ PS2 เสียอีก เนื่องจากต้องการจะช่วยเพิ่มความง่ายในทางเทคนิคให้กับนักพัฒนาเกมที่จะนำเกมจาก PS3 มายัง  NGP
     
        สำหรับสาเหตุที่หันมาใช้จอ OLED หรือ Organic light emitting diode แทนการใช้จอ LCD ก็เพราะว่ามันช่วยทำให้สีสันปรากฏบนจอได้ไม่ผิดเพี้ยน และลดการบริโภคพลังงานลงเพื่อยืดเวลาการใช้แบตเตอรี่ออกไปทั้งนี้ แม้ว่าโซนี่จะไม่บอกรายละเอียดเรื่องพลังของแบตเตอรี NGPอย่างเป็นทางการ แต่จากการรายงานของหลายๆเว็บต่างก็บอกว่ามันจะใช้งานได้พอๆกับแบตฯของเครื่อง PSP-3000 ราวๆ3-6 ชั่วโมง
     
        ส่วนประเด็นเรื่องซอฟต์แวร์เกมของ NGP จะมีในฟอร์แมตใดบ้าง โยชิดะตอบว่า มีทั้งในรูปแบบของการ์ดเกมแบบใหม่ที่เห็นกัน และแบบดิจิตอลที่ต้องซื้อด้วยการดาวน์โหลดผ่านเพลย์สเตชัน สโตร์ โดยมีความเป็นไปได้ที่เกมหนึ่งจะมีทั้ง 2 แบบให้เลือก โยชิดะบอกอย่างชัดเจนว่า NGP จะมี 2 สลอตในตัวเครื่อง อันหนึ่งจะเอาไว้เสียบเกม การ์ด และอีกช่องหนึ่งเอาไว้เสียบเมมโมรี การ์ด (โซนี่เรียกว่า “มีเดีย การ์ด”)ซึ่งในตอนนี้ยังไม่ขอเปิดเผยให้ทราบ นั่นก็หมายความคุณจะสามารถเก็บข้อมูลส่วนตัวของเราลงไปภายในมีเดียการ์ดอย่างพวกวิดีโอ,ภาพ และสิ่งที่ดาวน์โหลดมา แต่หากจะเล่นเกมก็ต้องใช้เกมการ์ดใส่เข้าไป กรณีที่มีคอนเทนต์ให้ดาวน์โหลดพิเศษสำหรับซอฟต์แวร์เกมใดเกมหนึ่งออกมา เราสามารถบันทึกมันลงไปในเกมการ์ดได้เลย เนื่องจากมันจะมีพื้นที่เพิเศษสำรองไว้ให้ ส่วนราคาทั้งคู่ก็ยังไม่ขอบอกเช่นกัน
     
        ผู้เล่นสามารถเล่นเกมเก่าของ PSP ได้จากเวอร์ชันดิจิตอลที่โหลดมาจากเพลย์สเตชัน สโตร์ แต่มันไม่สามารถเล่นเกมจากแผ่น UMD เก่าได้ เนื่องจาก NGP ไม่มีไดรฟ์เล่น UMDในตัว ส่วนระบบสัมผัสจอหน้า-แผ่นหลังเครื่องนั้น บางเกมผู้เล่นสามารถใช้นิ้วมือรูดดึงพร้อมกันทั้งหน้า-หลังในคราวเดียวกันได้เลย (อย่างเกมLittle Deviants ที่นำมาโชว์ในงานแถลง)
ด้านระบบการเชื่อมต่อของ NGP นั้น จากบทสัมภาษณ์ของแอนดรูว์ เฮาส์ ประธานโซนี่ คอมพิวเตอร์ เอนเตอร์เทนเมนต์ ยุโรประบุว่า นอกเหนือจากNGP มีเครื่องที่ใช้ ทั้ง3Gและ Wi-Fi ได้แล้ว มันจะมีเครื่องเวอร์ชันที่มีเฉพาะ Wi-Fi ออกมาให้เลือกด้วย คล้ายๆไอแพด แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนถึงพื้นที่ในการวางจำหน่าย ปัจจุบันกำลังมองหาพาร์ตเนอร์ผู้ให้บริการ 3G มาจับมือร่วมกันอยู่ สำหรับราคาขาย NGP นั้น บรรดานักวิเคราะห์ได้ลองนั่งเดาว่ามันอาจจะอยู่ระหว่าง 300-350 เหรียญสหรัฐ (9,300-10,900บาท)
     
        แผนหนึ่งที่โซนี่หมายมั่นว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้เกมตัวเองน่าจะเป็น "PlayStation Suite" (PS Suite) เพื่อนำเกมของเพลย์สเตชันไปโผล่บนเครื่องต่างๆที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 2.3 จะเห็นได้ว่าสอดรับเครื่อง“Xperia Play”ของบริษัท“โซนี่ อิริคสัน”ที่ใช้ระบบนี้เหมือนกัน โซนี่จะเปิดร้านเพลย์สเชัน สโตร์เพื่อขายเกมทั้งเก่าและใหม่ป้อนให้แอนดรอยด์ พร้อมกับให้สิทธิ์ในโปรแกรม"PlayStation Certified" กับนักพัฒนาเกมที่สนใจ โดยมีสิทธิ์จะได้ใช้โลโก้เพลย์สเตชันและเครื่องหมายปุ่มกด อีกทั้ง NGP ก็ยังสามารถเล่นเกมของ PS Suite ได้ด้วย เชื่อว่าคงจะมีเหล่าเกมแคชวลทยอยออกมาให้เล่นกันเพียบแน่นอน
     
        เมื่อถามว่าทำไมถึงไม่นำ 3D มาบวกเพิ่มใน NGP โยชิดะบอกว่า มันเกี่ยวข้องกับราคาของจอด้วย และพวกเขาก็ค่อนข้างพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วถึงความสำคัญที่จะเพิ่มลงไป ความจริงพวกเขาก็ได้ลองศึกษาถึงความเป็นไปได้เหมือนกัน สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ใส่ลูกเล่น 3D เข้าไปใน NGP โดยโซนี่จะเน้นไปที่ 3D บนทีวีจอใหญ่มากกว่า
     
        ปิดท้ายด้วยประเด็นการโทรศัพท์ได้อย่างพวก Skype ที่เคยเห็นมีใน PSP โยชิดะบอกว่า ตอนนี้บริษัทมุ่งไปที่การพัฒนาเกมให้เยอะๆและพวกบริการทางเน็ตเวิร์กก่อน จึงไม่ขอกล่าวถึงมันในตอนนี้ และเปิดเผยอีกว่าขณะนี้ตัวเครื่องยังไม่ถูกผลิตในโรงงานในเร็ววันนี้ แต่จะเริ่มลงมือทำมันในช่วงปลายปี

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วิธีการโหลดหนัง

ถ้าบอกเเบบนี้เหมือนง่ายนะครับ เเต่เชื่อเถอะว่ามีหลายๆ คนทำไม่เป็นอย่าง เด็กเเถวบ้านผมนะครับ มันโหลดเกมส์เป็น part ๆ ได้นะครับ เเละ เครกได้ด้วยนะครับ เเต่โหลดหนังมันโหลดไม่เป็นครับ มันบอกไม่รู้ทำยังไง ยิ่งโหลด บิทนี่ยิ่งมืดเเปดด้าน เลยครับ ก็อย่างว่าหละครับคนเราจะสนใจในสิ่งที่ตัวเองสนใจเท่านั้นครับ การโหลดหนังเนี่ยนะครับ จะว่ายากก็ยากนะครับ เพราะบางที่กดโหลดเเล้ว บางทีกว่าจะไปถึงไอ้ที่โหลดจริงๆเนี่ย ต้องมานั้งดูโฆษณาหลายรอบ ถ้าหาปุ่มข้ามไม่เจอนะครับ บาที่โหลดเสร็จเเล้วจะรวมหนัง เเม่งบางไฟล์เสียซะงั้นนี้ผมเป็นบ่อยครับ โหลดมา 8 part ครับ part ละ 180 เมกโหลดเสร็จบาง part เสีย เเบบว่าน่าเบื่อมากๆ อะ ไม่เหมือนโหลดบิทนี่ง่ายๆมากๆ ครับ ตอนเเรกไอ้ผมก็นึกว่าจะยากนะครับอะไรวะโหลด บิท ดูเหมือนจะยากเเต่เอาจริงเเล้วไม่ยากหรอกครับ โคตรง่ายอะครับ ลองทำกันดูนะครับ ผมว่าหลายๆคนทำได้เดี๋ยวนี้ถ้าใครโหลดพวกหนังได้เนี่ย เเผ่นเเท้นี่ขายไม่ได้เเน่ๆนะครับจริงมะ เพราะหนัง vcd เรื่องนึง ระดับความเเรง อินเตอร์เน็ต ตอนนนี้ เเบบพื้นๆ ถ้าคนบ่อยตามปกติอะนะ หนังใหม่หนะครับ ผมว่าไม่เกิน ชั่วโมงครึ่งเสร็จหนะครับ เเต่ใครโหลดเป็นเเล้วจะกลับไปซื้อเเผ่นเเท้เนี่ยเเทบไม่มีเลยครับ เเละ อีกหน่อยร้านเช่าวิโดโอคงตายอหิวากันหมด

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เปิดร้านขายโจ๊กกันดีกว่า

ส่วนตัวผมว่านะครับไอ้ของกินที่คิดว่าได้กำไรดีจริงๆเนี่ย เเละมากกว่าอาหาร อย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่ ก๊วยเตี๋ยว หรือ ข้าวเเกงอีกครับเพราะมันไม่มีอะไรมากมายเลยครับ ขายถุงละ20  บาท ยังไรมากกว่า ครึ่งเลยหละครับ ขั้นตอนไม่มีอะไรมากครับ เอาข้าวมาเคี้ยว ให้ละเอียดที่สุดหนะครับนี่คือสูตรเด็ดครับพี่น้อง
พอดีไปเจอสูตรเด็ดมาครับลองอ่านดูเเล้วกันนะครับ
สูตรโจ๊กเศรษฐี...บ้านอาจารย์...สูตรทำขาย รายได้ดี...เป็นรายได้เสริมพิเศษในปัจจุบันครับ....
  
-อาชีพการค้าขายเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่เราต้องมีความอดทนสูงในการประกอบอาชีพการค้าขายต่างๆ... เพราะการเริ่มต้นใหม่ๆ เรายังไม่มีความพร้อมเท่าที่ควร...มักจะมีผู้ติชมอยู่ตลอดเวลา...ก็จะมีอยู่ 2 จำพวกครับ  1. ติเพื่อก่อ...2.ติเพื่อทำลาย...
(เราอย่าไปใส่ใจอะไรมากนะครับ...)ถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง..ของผู้ที่จะประสบความสำเร็จครับ...เป็นเรื่องธรรมดาของสังคมบ้านเรา...
    -การทำโจ๊กขาย  ให้เราฝึกซ้อมทำทานกันเองก่อน เพื่อติชม แก้ไข.. เมื่อเราทำได้ที่ดีแล้วจึงเริ่มทำออกขาย...การทำโจ๊ก...ขั้นตอนการทำมีดังนี้...
 
- การต้มข้าวทำโจ๊ก... 
1.ปลายข้าวหอมมะลิใหม่... 1 ก.ก.(ข้าวหอมใหม่แบบเม็ดก็ได้ แพงกว่านิดหน่อย แต่เราต้องเคี่ยวนานครับ) นำมาแช่น้ำ 2-3 ชั่วโมง หรือนานกว่านั้นก็ได้ครับ...แล้วนำมาล้างหรือซาวข้าว 1-2 น้ำ ใส่ภาชนะให้สะเด็ดน้ำ... (หลังจากนั้นให้นำมาคลุกเคล้า...เกลือ  1 ช.ต. +น้ำมันพืช 1 ช.ต. + ไข่แดงไข่เยี่ยวม้า  2 ฟอง ให้นำมาคลุกเคล้าให้เข้ากันเตรียมใว้... )หมายเหตุ...เราจะใส่ฟองเต้าหู้อ่อนเพิ่มนิดหน่อยก็ได้ครับจะทำให้โจ๊กเราหอมมันยิ่งขึ้น....


    2.น้ำสะอาดต้มให้เดือด  ใช้ประมาณ 3 - 4 ลิตร (เตรียมใว้ใส่เพื่มต้อนข้าวแห้งด้วยครับ..1-2 ลิตร)เพิ่มหรือลดได้ครับตามชอบ...+พอน้ำเดือดแล้วให้ใส่เกลือ 2 ช.ต.  + น้ำมันพืช 2 ช.ต. +แล้วตามด้วยข้าวที่เราเตรียมใว้ใส่ลงไปในน้ำ... ให้เราใช้พายไม้..กวนคนให้เข้ากันจนเนื้อข้าวเละเหนียวได้ที่..ตามความพอใจของเราว่าต้องการขนาดใหน...เพิ่มน้ำ...ลดน้ำได้ตามชอบครับ... (สุดท้าย...ให้เราใส่น้ำเต้าหู้...1-2 ถุงตามชอบ...)ซื้อเตรียมใว้ก็ได้ครับ... ใส่ลงไปในหม้อแล้วคน ให้เข้ากันจนเหนียวเป็นเนื้อเดียวกัน...จะทำให้ได้ความหอมมัน และอร่อยมากขึ้นครับ...สีจะขาวสวยน่ารับประทาน...(เป็นสูตรลับทางบ้านอาจารย์ครับ...)
   
-(การทำน้ำมันเจียวหอมใส่โจ๊ก...)โดยใส่ 1 ช.ช. ต่อ1ถ้วย หรือ 1ถุง..)
  
จะทำให้หอมอร่อยมากยิ่งขึ้นครับ...
    -ใช้น้ำมันพืชอะไรก็ได้ครับ   ครึ่ง  ลิตร
    - หอมหัวใหญ่ (หรือหอมแดง)  1   ขีด ซอยบางๆ
    - ขิงแก่                                    1/2 ขีด หั่นเป็นแว่นๆ
    - ต้นหอม                                 1-2 ต้น(ไม่มีไม่ต้องใช้ก็ได้ครับ)
(นำน้ำมันตั้งไฟพอร้อน..ใส่ทั้งหมดที่เตรียมใว้ลงไป เคี่ยวไฟอ่อนๆ จนหอม เหลืองกรอบใช้ได้...ปิดไฟ กรองเอาหอมออก ทิ้งใว้ให้เย็นนำไปใช้ได้ตามต้องการครับ....)
    - การทำน้ำซุป..."น้ำต้มกระดูก"...
(
ใช้ในการผสมโจ๊ก...ตามต้องการ)
-น้ำเปล่าว    3  ลิตร (ลดเพิ่มได้ครับ..)
-กระดูกหมู   1-2 ก้อน (กระดูกไก่แทนก็ได้)
หรือใช้คะนอร์ก้อน...2ก้อนครับ...
-หัวหอมใหญ่       1   หัว (ผ่าครึ่ง)
-กระหล่ำปี       ครึ่ง  หัว (พอประมาณ)
-หัวแชเถ๊าเล็ก      1 หัว (หั่นเป็นแว่นๆ)
-น้ำตาลกรวด       1  ช.ช.  (หรือ1 ก้อนเท่าหัวแม่มือ )
-พริกไทยเม็ดๆ(ขาว) 5-6 เม็ด (ใส่ทั้งเม็ด)
-กระเทียมทั้งกลีบ      10 กลีบ (กระเทียมหัวเล็ก)
-รากผักชี                     3  ราก (ไม่ทุบ)
-เกลือป่น           2-3    ช.ต.(ลดเพิ่มได้)
-คะนอร์ซุปไก่     3    ก้อน
   (-ส่วนผสมทั้งหมดเราจะห่อใส่ผ้าขาวบางก็ได้...)หรือไม่ใส่ก็ได้ครับ... ใช้ไฟแรงต้มจนเดือด...แล้วหรี่ใช้ไฟกลาง...ต้มอีกประมาณ 20 นาที  หลังจากนั้นให้ใช้ไฟอ่อนๆ...พอน้ำกระเพื่อม..เคี่ยวไปเรื่อยๆขณะขาย...(เมื่อเราตักน้ำซุปมาผสมกับข้าวโจ๊กจะได้ร้อนเร็วขึ้นครับ...หรือจะใช้แบบไหนก็ได้ที่เราถนัดครับ...)
 
-การหมักหมู...ทำโจ๊ก...-เนื้อหมู เนื้อสะโพก 9 ขีด +สันคอ 1 ขีด มันเปลว1 ขีดรวม  1  ก.ก. (จะใช้อย่างเดียวก็ได้ครับ)บดรวมกันให้ละเอียด (หรือนำมาบดเองที่บ้าน...)เมื่อได้หมูบดแล้ว ให้นำเข้าแช่เย็น...ช่องธรรมดา ครึ่งชั่วโมง..(หรือผสมกับน้ำแข็งนิดหน่อยก็ได้ครับทำให้หมูเย็นเร็วขึ้นก่อนนำมานวดหรือผสม..)
-แป้งข้าวโพด      1           ช.ต.
-แป้งมัน               2           ช.ต.
-ผงฟู                    1  1/2   ช.ช.
- พริกไทยป่น(ตรามือ)   1   ช.ต.
-ซีอิ๊วขาวสูตร 1             2   ช.ต.
-ซอสภูเขาทองฝาเขียว  2   ช.ต.
-น้ำมันพืช                       1   ช.ต.
(เตรียมน้ำแข็งบดละเอียดใว้ประมาณ 2-4 ช้อนโต๊ะ)ใว้นวดกับหมู-หรือผสมตอนบดหมู...ทำให้เนื้อหมูเด้ง... ให้นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมลงในหมู..+น้ำแข็ง 1 ช.ต.ผสมลงไป  ใช้มือนวดให้เข้ากัน 8-10 นาที   แล้วให้ใส่น้ำแข็งป่นลงไปอีก 1 ช.ต.พร้อมนวดแล้วยกฟาดกับกาละมังที่ใช้นวด...จนได้เนื้อหมูที่เป็นสปริง...(ใช้ได้)การนวดดูตามความเหมาะสมครับ...(หมายเหตุ)การบดหมู...เราจะใช้เครื่องปั่นที่ปรับความเร็วได้มานวดแทนก็ได้ครับ...ขั้นแรกให้บดหมูให้ละเอียดก่อน...แล้วปรับความเร็วให้ช้าลง...(หรือเปลี่ยนเป็นหัวนวด ถ้ามี...)เวลาที่เรานวดให้ใส่น้ำแข็งเป็นระยะๆ จะทำให้ได้เนื้อหมูที่เหนียวนุ่มดียิ่งขึ้นครับ...
 
 (วิธีการทำ ตับสด)-ตับที่แร่แล้ว 1/2 ก.ก. ให้ใส่แป้งมัน 1 ช.ต.  คลุกให้เข้ากัน10 นาที แล้วนำไปล้างน้ำออก... ใส่รสดี 1 ช.ต. + แป้งข้าวโพด 1 ช.ต.  คลุกเคล้าให้เข้ากัน  แล้วใส่น้ำมันงา(ตราช้างคู่) ครึ่ง ช.ช. คลุกเคล้าให้เข้ากันนำใส่ตู้เย็นอย่างน้อย 2 ช.ม. (เซี่ยงจี๊)หมักเหมือนกับตับ เพียงแต่ให้เพื่มส่วนของน้ำมันงา  อีก 1 ช.ช.(ผ่าเอาไตสีขาวๆออกก่อน)
  
(การต้มใส้อ่อน..)-นำใส้หมู มาล้างให้สะอาดกับเกลือ..ล้างออกด้วยน้ำ...นำไปต้ม..+ใบเตย4-5 ใบ +ขิงแก่2-3 แว่นถ้ามี(ไม่ใส่ก็ได้) ใส่น้ำพอท้วมใส้อ่อน...+แบ๊งกิ้งโซดา  1 ช.ช. + เกลือ 1 ช.ต. ต้มไปจนกว่าจะสุก...ใส้นิ่มดี  1-2 ช.ม. (การดูให้ใช้ ซ่อมทิ่มดูถ้าจิ้มทะลุใช้ได้สุกดี   แต่ถ้ายังเด้งๆอยู่ยังไม่สุกได้ที่ครับ...
 
(การลวกไข่ไก่...)-เตรียมจำนวนไข่ไก่ที่ลวก... และหม้อที่จะใช้ลวกไข่..ต้องกะให้พอดีกับจำนวนของไข่.. คือเมื่อใส่น้ำร้อนลงไปแล้วจะต้องให้น้ำอยู่เหนือไข่ไก่ ประมาณ 2" นิ้วครับ... วิธีทำ...ให้เราต้มน้ำให้เดือดจัด..คือพอน้ำเดือดแล้วให้เดือด 2-3 นาที...จึงปิดไฟ   แล้วให้นำเอาไข่ไก่ที่เตรียมใว้ลงไปแช่ในน้ำร้อน...จับเวลา 5-7 นาที (ตามชอบว่าเราชอบสุกขนาดไหนครับ..) แล้วนำมาแช่ในน้ำเย็นธรรมดาอีก 5 นาที นำไปใช้ได้ครับ...*ขอให้ร่ำรวยกับอาชีพของการขายโจ๊กนะครับ..อ.อุดมชัย...